ReadyPlanet.com


รวมบทความการบำบัดด้วยคลื่นเสียง


  ถ้าเราต้องการค้นหาความลับของจักรวาล ให้พิจารณาในเชิงพลังงาน คลื่นความถี่ และการสั่นไหว

 “If you want to find the secrets of the universe, think in terms of energy, frequency and vibration.” – Nikola Tesla

 “95% ของมวลจักรวาลคือสสารมืด (Dark Matter) แม้ยังมองไม่เห็นหรือไม่อาจสัมผัสได้ด้วยความรู้สึก แต่เราสามารถแปลคลื่นความถี่ให้เข้าใจได้ โดยขั้นแรกต้องยอมรับว่าสสารทั้งหลายไม่ใช่อื่นใดเลย  สสารคือคลื่นความถี่และการสั่นสะเทือน โดยอิเล็กตรอนหมุนเป็นวงจรรอบนิวเคลียสด้วยอัตราความเร็วเข้าสู่ศูนย์กลาง เมื่อหมุนด้วยอัตราความเร็วที่มากกว่าอีกสสารหนึ่ง เมื่อสสารทั้งสองโคจรรอบศูนย์กลางด้วยความรุนแรงที่ต่างกัน สสารที่โคจรแรงกว่าจะเป็นสสารแข็งที่เราสามารถรับรู้ได้ แต่ดวงตาของเราไม่มีขีดความสามารถพอที่จะเห็นตัวอิเล็กตรอนที่หมุนนี้ได้ เพราะอิเล็กตรอนหมุนเร็วกว่าอีกสสารหนึ่ง กล่าวโดยสรุปก็คือ เมื่อมองมวลต่าง ๆ ในรูปแบบของคลื่นความถี่ที่แม้ไม่เห็นหรือไม่ได้ยิน แต่แท้จริงแล้วมีอยู่ในโลก

การบำบัดด้วยคลื่นเสียง ตอนที่ 1

*การบำบัดด้วยเสียง*

     ชนเผ่าโบราณหลายๆเผ่า รู้กันมานานแล้วว่าเสียงมีพลังอำนาจต่อร่างกายของมนุษย์อย่างไร ดังนั้นคนโบราณจึงใช้วิธีการสวดมนต์ และตีกลอง และใช้ดนตรีศักดิ์สิทธิ์ เพื่อทำให้พลังงานของร่างกาย, จิตใจ และจิตวิญญาณกลับคืนสู่ความสมดุล ในขณะที่คนสมัยใหม่ได้สูญเสียความรู้เกี่ยวกับพลังอำนาจแห่งเสียงที่ว่านี้ไปเสียแล้ว

     แต่ตอนนี้โดยอาศัยความก้าวหน้าทางด้านวิชาฟิสิกส์ มนุษย์ยุคใหม่จึงกำลังเริ่มหันกลับมาค้นพบมันใหม่อีกครั้งหนึ่งแล้ว และหนึ่งในพัฒนาการดังกล่าวนี้ ก็คือการค้นพบแนวความคิดที่ว่า วัตถุธาตุทางกายภาพนี้ คือภาพฉายสามมิติของพลังงานและ “DNA ก็ทำหน้าที่เป็นเครื่องฉายภาพสามมิติดังกล่าวนั้น โดยการแปรงพลังงานให้กลายเป็นรูปเป็นร่างต่างๆขึ้นมา

     และเพราะว่ารูปร่างเหล่านี้แสดงพฤติกรรมเหมือนกับคลื่นเสียง ดังนั้น เสียงจึงกลายเป็นวิธีการหลักในการเขียน และการเข้ารหัสข้อมูลทางพันธุกรรมซึ่งพลังอำนาจของการบำบัดของเสียง สามารถเห็นได้ในทฤษฎีหลายๆทฤษฎีที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เช่น ทฤษฎีภาพสามมิติชีวภาพแห่งควอนตัม (Quantum bio holography), ทฤษฎีการกลับมาของคลื่นความถี่ Solfeggio โบราณ และกฎแห่งการปรับพันธุกรรมใหม่ เป็นต้น

*Quantum Holography*

     พันธุศาสตร์คลื่น คือวิชาที่แสดงให้เห็นถึงธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มีความเป็นทวิภาวะ ซึ่งประกอบด้วยร่างกายทางกายภาพ และร่างกายทางพลังงาน ในขณะที่พันธุศาสตร์ทั่วไปจะพุ่งประเด็นความสนใจไปที่ DNA เพียง 2% ที่รู้จักกันแล้วเท่านั้นเอง ดังนั้น พันธุศาสตร์คลื่น จึงเปิดโอกาสให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ที่ว่า ” DNA ขยะทั้งหลาย มีรหัสทางพันธุกรรมที่เป็นภาษาเฉพาะตัวของพวกมันเองอยู่ ที่พวกเรามองเห็นว่ามันเป็นภาพสามมิติของยีน ที่สามารถแลกเปลี่ยนพลังงาน และข้อมูลข่าวสารระหว่างร่างกายเนื้อกับร่างกายแห่งพลังงานของมันได้อย่างคล่องแคล่วและมีชีวิตชีวานั่นเอง

     ถ้าเสียงและการสวดมนต์ สามารถเข้าถึงข้อมูลแห่งการบำบัดรักษาได้จริง ดังนั้นเราก็อาจจะสามารถกู้รหัสแห่งการบำบัดรักษาเหล่านี้กลับคืนมาได้ด้วย โดยการใช้ดนตรีโบราณใช่หรือไม่?

     คำถามนี้เคยถูกถามมาแล้วโดย Dave Hulse D.D. ผู้ที่ตระหนักว่าการสั่นสะเทือนอย่างสอดคล้องกัน หรือความสมดุล คือหลักการพื้นฐานของการบำบัดรักษา และเขาก็ได้เริ่มศึกษาว่าเสียงและคลื่นความถี่ของเสียงทำหน้าที่เป็นรหัสแห่งการบำบัดรักษา ที่สามารถกระตุ้น DNA ได้อย่างไร

     เขาได้ค้นพบว่านักชีวเคมีทั้งหลาย ใช้คลื่นความถี่ 528 Hz เพื่อซ่อมแซม DNA ได้ และเขาก็ได้เรียนรู้ว่า คลื่นความถี่พิเศษเฉพาะนี้มีอยู่ในบันไดเสียง Solfeggio โบราณ ซึ่งเป็นบันไดเสียง 6 ระดับที่ใช้ในการสวดมนต์ของชาว Gregorian โดยเฉพาะเพลงสวดสรรเสริญท่านเซนท์จอห์น เดอะแบบติสในยุคกลาง

     สิ่งที่ทำให้นาย Hulse คนนี้สนใจเป็นพิเศษก็คือ เขาพบว่าเลขจำนวนรากของการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงเหล่านี้ ซึ่งได้แก่ 3, 6 และ 9 ตามลำดับ มีความเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีด้านแม่เหล็กไฟฟ้า และความสอดคล้องกลมกลืนกันอย่างน่าอัศจรรย์อยู่ เขากล่าวว่านักวิทยาศาสตร์บางคนเช่น Nikola Tesla และนักดนตรีบางคนเช่น Mozart และ Hadyn ก็ใช้หลักการของตัวเลข 3, 6 และ 9 ที่มีพลังอยู่ในตัวเหล่านี้ด้วย

การบำบัดด้วยคลื่นเสียง ตอนที่ 2

*เสียง, ความสั่นสะเทือน และร่างกาย*

     นานกว่า 200 ปีแล้ว ที่นักวิจัยทั้งหลายได้ตรวจสอบความถูกต้องและความเกี่ยวข้องของเสียง และความสั่นสะเทือนที่มีผลต่อร่างกายเนื้อ นักวิจัยคนแรกที่หาความสัมพันธ์นั้นได้คือนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ Ernst Chladni ซึ่งเขาให้รายละเอียดเกี่ยวกับงานวิจัยของเขาในปี 1787 ในหนังสือที่ชื่อว่า "Discoveries Concerning the Theory of Music." เขาอธิบายถึงวิธีการที่จะทำให้คลื่นเสียงสร้างโครงสร้างที่สามารถมองเห็นได้

     เขาอธิบายว่าถ้าสีไวโอลินที่ถูกวางไว้ในมุมที่ถูกต้อง ผ่านจานที่บรรจุทรายเอาไว้ ก็จะสามารถทำให้เกิดรูปแบบ และรูปทรงต่างๆกันได้ ทุกวันนี้รูปแบบและรูปทรงเหล่านั้นจึงถูกเรียกว่า Chaldni figures ซึ่ง Chaldni เสียชีวิตในปี 1829 ปีเดียวกับบีโธเฟ่น

     ต่อมาในปี 1815 นักคณิตศาสตร์ชื่อ Nathaneil Bowditch ได้สานต่อสิ่งที่ Chaldi ค้นพบ เขาได้สรุปว่า สิ่งที่ทำให้เกิดรูปร่างและรูปทรงเหล่านี้ก็คือคลื่นความถี่ หรือค่าของรอบการแกว่งต่อวินาทีนั่นเอง ซึ่งโดยรวมแล้วอัตราส่วนของพวกมันจะอยู่ที่ 1:1, 1:2, 1:3 และอื่นๆ

*การศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของคลื่น*

     เพื่อศึกษาความสามารถของเสียงที่จะทำให้เกิดรูปร่างรูปทรงของวัตถุธาตุ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบของวัตถุธาตุเราเรียกว่า Cymatics

     John Beaulieu กล่าวไว้ในหนังสือชื่อ Music and Sound in the Healing Arts ว่า รูป คือส่วนประกอบที่ยากจะเข้าใจของเสียง รูปร่างของเสียงสามารถมองเห็นได้โดยการส่งผ่านคลื่นความสั่นสะเทือนของเสียงที่ต่อเนื่องเข้าไปในตัวกลาง เช่น ทราย, น้ำ, หรือดิน

     “อวกาศไม่ใช่ที่ว่างๆ เพราะมันทั้งเต็มและแออัด ซึ่งตรงข้ามกับคำว่าสุญญากาศ และมันเป็นดินแดนสำหรับการดำรงอยู่ของทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงพวกเราด้วย จักรวาลนี้ไม่ได้แยกขาดจากทะเลแห่งพลังงานของเอกภพนี้” David Bohm

Jenny สรุปว่ามันมีองค์ประกอบที่มีรูปแบบของไซเมติก (cymatic) อยู่ตามธรรมชาติมากมาย ทุกหนทุกแห่ง ความสั่นสะเทือน, การแกว่ง, การกระเพื่อมเป็นจังหวะ, การเคลื่อนที่แบบคลื่น, การเคลื่อนที่แบบลูกตุ้มนาฬิกา, การเกิดขึ้นแบบเป็นจังหวะของเหตุการณ์ต่างๆ, ลำดับที่ต่อเนื่อง, และผลกระทบของพวกมันและพวกมันก็ส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงวิวัฒนาการทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตด้วย

     เหตุการณ์เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เชื่อได้ว่า ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทุกชนิด ถูกกำหนดขึ้นโดยคลื่นความถี่ของการสั่นสะเทือนเป็นหลัก หรือไม่ก็ทั้ง 100% ด้วยซ้ำไป เขาให้เหตุผลว่าการบำบัดรักษาทางกายภาพสามารถถูกส่งเสริมหรือขัดขวางโดยใช้โทนเสียงก็ได้ เพราะว่าคลื่นความถี่ที่แตกต่างกันก็จะมีผลกระทบต่อ DNA, เซล และโครงสร้างอื่นๆในร่างกายต่างกันด้วย

 

การบำบัดด้วยคลื่นเสียง ตอนที่ 3

เทคโนโลยีคลื่นสมองแบบใหม่

     ในปัจจุบัน คุณจะสามารถเพิ่มพลังให้แก่สมองของคุณได้ด้วยเทคโนโลยีคลื่นสมองแบบใหม่ จากงานศึกษาวิจัยและการทดลองได้แสดงให้เห็นว่าเราสามารถเข้าสู่สภาวะของจิตสำนึกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือการเข้าสมาธิสักครู่หนึ่งเพื่อเข้าไปควบคุมพลังงานของสมองโดยใช้วิธีการกักคลื่นสมอง โดยสามารถนำวิธีการนี้มาใช้ได้เพราะว่าเป็นวิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีพิษแต่อย่างใด ส่วนวิธีการอื่นๆ ในการเข้าสู่สภาวะจิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนั้นได้แก่การใช้ยาซึ่งผิดกฎหมายและนำไปสู่ผลอื่นๆ อันไม่พึงประสงค์ได้

     ทั้งนี้ ในอนาคตอาจมีการนำคลื่นสมองมาใช้ประโยชน์แทนยาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ต่างๆ ที่ต้องการ เช่น การเพิ่มสมาธิ การทำให้คนนอนหลับ รวมทั้งการช่วยให้คนมีความตื่นตัวมากขึ้น เป็นต้น การกักคลื่นสมองอาจเป็นวิธีการที่นำมาใช้ในการใช้ประโยชน์จากพลังงานของสมองและเป็นการเพิ่มระดับความคิดสร้างสร้าง ช่วยกำจัดความเครียดและภาวะนอนไม่หลับ เพิ่มความตระหนักรู้ และสร้างความฝันที่ชัดเจน รวมทั้งช่วยทำให้เกิดความผ่อนคลายอย่างแท้จริง

     หนึ่งในเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการกักคลื่นสมองก็คือการใช้เสียงเพื่อปรับคลื่นสมองของมนุษย์ซึ่งจะมีการนำรูปแบบความถี่ของคลื่นสมองมาใช้ในการควบคุมจิตใจ จิตใจจะเป็นไปตามความถี่ของโทนเสียงที่ใช้หลังจากผ่านไประยะเวลาหนึ่งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ขั้นสุดท้ายซึ่งจะสำเร็จได้โดยความช่วยเหลือจากความถี่ของคลื่นสมอง ความรู้เกี่ยวกับความถี่ของคลื่นสมองนั้นสามารถช่วยให้คนเราเข้าใจเกี่ยวกับการกักคลื่นสมองได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ วิธีการนี้ยัง ดีกว่าการออกไปหาซื้อยาและสิ่งอื่นๆ มาใช้ในราคาที่สูงและอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้

     ดนตรีได้ถูกนำมาใช้เป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างความผ่อนคลายและยังได้มีการนำมาใช้เพื่อทำให้คนลืมความวิตกกังวลและความเครียดของตนด้วย ข้อเท็จจริงก็คือคนจำนวนมากไม่เข้าใจในผลกระทบของดนตรีและอิทธิพลของดนตรีที่มีผลต่อสมอง รวมทั้งไม่เข้าใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในการทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ ในความเป็นจริงนั้น คุณจะต้องมีความเข้าใจเสียก่อนว่าคุณจะสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานสมองโดยใช้ดนตรีได้อย่างไร และจะใช้ด้วยวิธีการใดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถ้าคุณมีมืออาชีพเป็นผู้ช่วย คุณก็จะได้เรียนรู้และรวมทั้งได้เครื่องมือที่จะช่วยทำให้คุณทำสิ่งนี้สำเร็จได้ด้วยตัวคุณเอง หรือคุณอาจเลือกใช้เครื่องมือต่างๆ แบบมืออาชีพก็ได้ถ้าหากว่าคุณไม่ต้องการที่จะนำเทคนิคเหล่านี้มาใช้ด้วยตัวคุณเอง

     บ่อยครั้งที่คนเราจะต้องการการผ่อนคลายให้แก่ตัวเอง และเมื่อนั้นก็จะต้องสร้างเสียงดนตรีที่มีความถี่ในช่วง 8hz – 11hz (ช่วงอัลฟา) มาใช้ นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดการตื่นตัวก็จะต้องสร้างความถี่ช่วงเบต้า (12hz – 38hz) และเพื่อการนอนหลับก็จะต้องสร้างความถี่ช่วงทีต้า (3hz – 8hz) และเดลต้า (0.2hz – 3hz) มาใช้ ทั้งนี้ มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าความถี่เหล่านี้จะสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการเหล่านี้ได้เมื่อนำมาใช้กับคนเพราะว่าความถี่เหล่านี้จะรวมเข้ากับคลื่นสมองที่ช่วงความถี่ดังกล่าวเมื่อคนเรามีความผ่อนคลาย ตื่นตัวและนอนหลับหรือเริ่มง่วงนอน

     การนำเทคโนโลยีคลื่นสมองมาใช้นั้นจะทำให้สมองปราศจากความเครียดและความวิตกกังวลในทุกรูปแบบ นอกจากนี้ อารมณ์ต่างๆ จะหายไปกับผลที่เกิดขึ้นจากการรวมเอาคลื่นสมองเข้ากับเสียงดนตรี และกรณีนี้อารมณ์เหล่านี้ก็มิได้ไปขัดขวางหรือชนเข้ากับเสียงดนตรีหรือเสียงสูงต่ำแต่อย่างใด เทคโนโลยีสามารถช่วยให้บุคคลเปลี่ยนจากสภาวะของจิตใจสภาวะหนึ่งๆ ไปสู่สภาวะจิตใจอีกสภาวะหนึ่งเนื่องจากเทคโนโลยีจะเข้ามาส่งอิทธิพลต่อสภาวะจิตใจเหล่านี้ ทั้งนี้ ในการเพิ่มพูนพลังงานในสมองของคุณ คุณไม่ต้องผ่านประสบการณ์ใดๆ เพื่อให้บรรลุยังเป้าหมายนี้แต่อย่างใด

     โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์เราก็คือพลังงานดีๆนี่เอง ซึ่งในแง่ของวิชาพันธุศาสตร์ของคลื่น (Wave Genetics) แล้ว DNA ขยะทั้งหลาย ก็คือสิ่งที่กำลังทำหน้าที่อยู่ในระดับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ (rich infrastructure) เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของคลื่นและซูเปอร์รหัส, ปรากฏออกมาเป็นวัตถุธาตุในรูปแบบของโครงสร้างคริสตัลไลน์ นั่นคือ ไดนามิกยีน (dynamic gene) และสะท้อนภาพมายาออกมาในรูปของคริสตัลเหลวของโครโมโซม

การบำบัดด้วยคลื่นเสียง ตอนที่ 4

คลื่นสมอง กับระดับสมาธิ

     ในสหรัฐอเมริกา มีการค้นพบความ สัมพันธ์ ระหว่างสมองกับการทำสมาธิ การค้นพบนี้บ่งบอกว่า สมองของเรานั้นประกอบ ด้วยเซลล์จำนวนมาก แต่ละเซลล์นั้นได้สร้างกระแสไฟฟ้าเล็กๆขึ้น ซึ่งรวมกันแล้วทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ  คลื่นสมองซึ่งเปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงของจิตหรือของอารมณ์

   คลื่นสมอง(Brainwaves) แต่ละเซลล์เรียกว่านิวรอน(Neuron)” จะสื่อสารกับเซลล์อื่นๆโดยการเปลี่ยนแปลง ทางไฟฟ้าที่ได้จากการส่งสัญญาณเคมี ทางชีวภาพภายในสมอง จากการวัดด้วยเครื่องEEG ดังกล่าวข้างต้น นักวิจัยพบว่าความถี่คลื่นสมองจะมีผลต่อต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกาย อารมณ์และจิตใจ

     ในปี1930 นักวิจัยด้านสมองทำการทดสอบและวิจัยคลื่นสมองของนักศึกษาจำนวน 40 คน ผลการวิจัยพบว่าเราสามารถอ่านค่าผลของการวัด และแบ่งคลื่นสมองของมนุษย์ตามระดับความสั่นสะเทือน หรือความถี่ ได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

แกมมา

แรงบันดาลใจ | การเรียนรู้ได้ดีขึ้น | สำรวม

คลื่นแกมมาคือความถี่ของคลื่นสมองที่เร็วที่สุดและสามารถทำให้สภาวะความสำรวมเกิดขึ้นได้สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คลื่นชนิดนี้จะทำให้เกิดความมีสมาธิสูงสุดและเป็นความถี่ที่ดีที่สุดของสมองที่ทำให้เกิดสติปัญญา ทั้งนี้ เซอร์ฟรานซิส คริก นักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล เชื่อว่าความถี่ที่ 40hz นั้นอาจเป็นกุญแจสู่การเกิดขึ้นของสติปัญญา

เบตา

ความตื่นตัว | สมาธิ | การเรียนรู้

คลื่นเบตาจะมีความถี่อยู่ระหว่าง 13-40 hz คุณจะมีการตื่นตัวอย่างสมบูรณ์ จิตใจของคุณจะชัดเจนและมีสมาธิ คลื่นนี้จะทำให้เกิดการเชื่อมต่ออย่างรวดเร็วและง่ายดาย และคุณสามารถทำงานต่างๆ ที่ต้องใช้สมาธิอย่างมากได้ ในสภาวะจิตใจภายใต้คลื่นเบตานี้ เซลล์ประสาทจะเกิดการตื่นตัวอย่างมากและเกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถมีการทำสิ่งต่างๆ ได้ในประสิทธิภาพสูงสุด แนวคิดและวิธีการแก้ไขปัญหารูปแบบใหม่ๆ จะถาโถมเข้ามาในจิตใจของคุณอย่างรวดเร็ว

อัลฟา

ความผ่อนคลาย | จินตนาการ | ความคิดสร้างสรรค์

สภาวะจิตใจภายใต้คลื่นอัลฟาจะเป็นสภาวะของจิตสำนึกที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและความผ่อนคลายซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการลดความเครียและการมีความคิดสร้างสรรค์ในระดับสูง บรรดาศิลปิน นักดนตรีและนักกีฬาล้วนเป็นบุคคลที่มีคลื่นอัลฟาจำนวนมากในตนเอง ตลอดจนผู้ที่มีสัญชาติญาณที่ดีและรวมทั้งอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ด้วย ทั้งนี้ โจ คามิยา ซึ่งเป็นนักวิจัยคลื่นอัลฟา ได้กล่าวไว้ว่า ความรู้สึกพึงพอใจอาจมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าคลื่นอัลฟานั้นเป็นสิ่งที่มาปลดปล่อยความวิตกกังวลต่างๆ ให้หมดไปและเมื่อมีการบำบัดคลื่นสมองด้วยความถี่ของเสียงเพื่อปรับคลื่นสมองของมนุษย์ คุณก็จะสามารถเริ่มได้รับประโยชน์จากการฝีกไบโอฟีดแบคด้วยคลื่นอัลฟาทันที

ทีตา

การเข้าฌาน | ลางสังหรณ์ | ความจำ

คลื่นทีตาคือหนึ่งในสภาวะของสมองที่พิเศษอย่างมากที่คุณจะสามารถใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้ คลื่นชนิดนี้ยังเรียกอีกอย่างว่าสภาวะครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งคุณจะรู้สึกไม่รู้สึกตัวในขณะที่คุณกำลังตื่นหรือรู้สึกตัวหลังจากการนอนหลับ คลื่นนี้คือสภาวะของสมองที่มีความอัศจรรย์เกิดขึ้นในกิจกรรมทางระบบประสาทของตัวคุณเอง แต่สำหรับคนส่วนใหญ่นั้น การเข้าไปสู่สภาวะทีตาที่เหมือนความฝันโดยไม่ต้องนอนหลับนั้นจะต้องอาศัยการเข้าฌานเท่านั้น แต่ที่โชคดีก็คือ การบำบัดคลื่นสมองจะสามารถช่วงเร่งกระบวนการนี้ได้ ทำให้มีความง่ายมากขึ้นที่จะเข้าไปสู่สภาวะการเข้าฌานลึกได้ แม้ว่าคุณไม่เคยเข้าฌานมาก่อนเลยก็ตาม

เดลตา

การฟื้นฟู | การนอนหลับ | ความตระหนักรู้พิเศษ

ในสภาวะเดลตา คุณจะนอนหลับ คลื่นเดลตาจะช้าที่สุดในบรรดาความถี่ของคลื่นสมองและจะมีช่วงความถี่อยู่ระหว่าง 0-4hz การหลับลึกคือสภาวะการนอนหลับที่ลึกที่สึดและมีบทบาทสำคัญมากต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต ในระหว่างการหลับลึกนี้ สมองจะเริ่มสร้างคลื่นเดลตาขนาดใหญ่ขึ้นมาอย่างช้าๆ ทั้งนี้ แม้ว่ารูปแบบการดำรงชีวิตของคุณจะไม่มีเวลามากพอที่คุณจะนอนได้ครบแปดชั่วโมงก็ตาม แต่คลื่นเดลตาเพียงไม่กี่ชั่วโมงจะทำให้สมองของคุณคิดว่าสมองได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างสมบูรณ์เพียงพอตามที่สมองต้องการแล้ว โปรแกรมคลื่นสมองเดลตาถือเป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่งเมื่อคุณต้องการเข้าถึงยังจิตใต้สำนึกของตัวเองเพื่อเข้าไปตั้งโปรแกรมใหม่ที่อยู่ลึกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ต่อไปก็เข้าเรื่องที่ทุกคนอยากรู้ว่า สิ่งที่ผมคิดนี้จะเอาไปทำให้เกิดผลได้อย่างไร? ทำไม? เพราะอะไร? มีตัวอย่างให้ศึกษาหรือไม่? มีวิธีการอย่างไร? เรามาเริ่มเรียนรู้พร้อม ๆ กันนะครับ

การบำบัดด้วยคลื่นเสียง ตอนที่ 5

 คลื่นเสียง บำบัดผู้ป่วยได้อย่างไร

           คลื่นเสียงจะแทรกผ่านอณูของร่างกายของผู้ฟัง  ให้มีความสมดุลและผ่อนคลาย  เมื่อร่างกายเกิดความผ่อนคลาย  คลื่นสมองจะปรับเข้าสู่ระดับคลื่นความถี่ต่ำ  ตั้งแต่ระดับ Alpha, Theta จนถึง Delta อันเป็นคลื่นสมองในระดับเดียวกับการเข้าสมาธิขั้นลึก

              เปิดโอกาสให้ต่อมใต้สมองสามารถหลั่งสารที่เป็นประโยชน์ในการเยียวยา  บำบัดความเจ็บป่วยต่างๆได้อย่างเป็นธรรมชาติ

             ในส่วนของการปรับแก้ไขจุดจักระและเซลล์ที่ไม่สมดุลย์ของร่างกาย คลื่นเสียง ที่ดังออกมาจะถูกแบ่งเป็นตัวโน้ต ในแต่ละตัวโน้ตจะเป็นคลื่นเสียงที่เข้าไปบำบัดจักระนั้นๆ ช่วยให้จักระที่มีปัญหาขับเคลื่อนไปได้ดี และกลับสู่สมดุล

            การบำบัดด้วยคลื่นเสียงนี้สามารถ ช่วยฟื้นฟูสุขภาพทั้งกาย ใจได้ดีในผู้ป่วยประเภทต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ  ไมเกรน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ออทิสติก ลดอาการปวดหลัง โรคเครียด ซึมเศร้าจากการเจอเหตุการณ์แย่ๆ โรคการนอนไม่หลับ ตลอดจนการแก้ไขข้อมูลด้านลบที่ฝังในจิตใต้สำนึก อันเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยทางจิต อารมณ์ต่างๆ เช่น การกลัวความสูง กลัวที่มืด  และปัญหาภายในครอบครัว

การใช้ความถี่ของเสียงเพื่อปรับคลื่นสมองของมนุษย์

การใช้ความถี่ของเสียงเพื่อปรับคลื่นสมองของมนุษย์เป็นวิธีการที่มีการนำมาใช้เพื่อรักษาทุกสิ่งทุกอย่างของมนุษย์ นับตั้งแต่การหย่อนสมรรถภาพทางเพศไปจนถึงภาวะหิวบ่อยผิดปกติ จริงๆ ครับ คุณฟังไม่ผิด แต่ความแตกต่างระหว่างการใช้ความถี่ของเสียงเพื่อปรับคลื่นสมองของมนุษย์กับคริสตัลบำบัดมหัศจรรย์ก็คือการใช้ความถี่ของเสียงเพื่อปรับคลื่นสมองของมนุษย์ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่าสามารถส่งผลกระทบทางกายภาพต่อสมองและร่างกายของผู้ได้ยินเสียงดังกล่าวจริง ตลอดจนสามารถกระตุ้นต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความรู้สึกดีออกมาในร่างกายได้ เช่น ฮอร์โมนโดปามีน เป็นต้น หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ การใช้ความถี่ของเสียงเพื่อปรับคลื่นสมองของมนุษย์นี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจะสามารถทำให้เรามีระดับจิตใจ ร่างกาย สรีรศาสตร์ ชีวภาพและวิทยาศาสตร์สูงมากขึ้นได้อย่างถาวร

การรับรู้ในความถี่ของเสียงที่นำมาใช้เพื่อปรับคลื่นสมองของมนุษย์นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อมีเสียงประสานกันสองเสียงที่มีความถี่เกือบเท่ากันอยู่ที่หูเสียงละฝั่งซึ่งเปิดเสียงผ่านหูฟังหรือลำโพง สมองจะรวมสองสัญญาณเสียงนี้เข้าด้วยกัน ทำให้เกิดเป็นการรับรู้ในเสียงที่สามเรียกว่าคลื่นความถี่ของเสียงเพื่อการปรับคลื่นสมอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าใช้ความถี่ที่ 100hz ในหูข้างหนึ่งและ 107hz ในหูอีกข้างหนึ่ง สมองก็จะสร้างคลื่นความถี่ใหม่ที่มีความถี่ 7hz ขึ้นมา คลื่นสมองจะจับคู่หรือ เปลี่ยนตามคลื่นที่เกิดใหม่นี้ กล่าวคือ ถ้าหากว่าคลื่นที่สามนี้คือ 7hz คลื่นสมองก็จะมีความถี่เพิ่มขึ้นที่ 7hz เช่นกัน

ความถี่ของเสียงเพื่อปรับคลื่นสมองของมนุษย์มีต้นกำเนิดมาจาก Superior Olivary Nucleus ของก้านสมอง ซึ่งเป็นจุดที่มีการรวมกันของเสียงที่เข้ามาในสมอง ความถี่ของเสียงเพื่อปรับคลื่นสมองนี้จะถูกส่งต่อผ่านระบบประสาทไปยัง Reticular Formation ซึ่งจะใช้สารสื่อประสาทในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นแก่กิจกรรมของคลื่นสมอง

การบำบัดด้วยคลื่นเสียง ตอนที่ 6

ลองมาดูตัวอย่างในการใช้คลื่นเสียงบำบัดที่มีการใช้กันแพร่หลายพอสมควรในต่างประเทศ เช่น  “เสียงโลมาบำบัด

ความประทับใจในเสียงของโลมาคล้ายกับเสียงของวาฬ จากการไปชมการแสดงโชว์โลมา ที่ฟลอริด้า และซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เสียงของพวกเขาเหมือนเสียงเด็กอายุ 3-4 ขวบคุยกัน จึงได้ไปค้นคว้าในห้องแลปของสถาบันโลมา ทั้งของสหรัฐอเมริกาและยุโรป รวบรวมมาเป็นเสียงโลมาได้หลายภาคในชุดที่ชื่อว่าเสียงโลมาบำบัดหรือ Sound of Dolphin ช่วยในการพัฒนาสมองโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาไอคิว (Intelligence quotient) หรือมาตรวัดความฉลาดทางด้านสติปัญญา

พัฒนาอีคิว (Emotional quotient) ความฉลาดทางด้านอารมณ์

พัฒนาเอสคิว (Spiritual quotient) พัฒนาการทางด้านจิตวิญญาณ

พัฒนาเอ็มคิว (Moral quotient) ความฉลาดทางด้านจริยธรรม

และพัฒนาแอลคิว (Leadership quotient) ความฉลาดรู้ของผู้นำ

โลมา มีเชื้อสายใกล้เคียงกับวาฬ เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีวิวัฒนาการสูงและเฉลียวฉลาดอย่างมาก อาศัยอยู่ในทะเลลึก สามารถสื่อสารกันด้วยเสียงสะท้อนอันเป็นคลื่นความถี่ที่เรียกว่า อัลตราโซนิก

ปลาโลมาเป็นสัตว์ที่มีความรักและความรู้สึกแห่งสันติมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น จะเห็นได้ว่าเมื่อโลมาเจอเด็กเจอมนุษย์จะพยายามเข้าหาด้วยความเบิกบาน ซึ่งทำให้ผู้ที่สัมผัสกับปลาโลมารู้สึกสบายใจ

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาและค้นพบว่า เสียงของปลาโลมาเป็นคลื่นเสียงชนิดพิเศษที่สามารถปรับความสมดุลของสมองสองซีกของมนุษย์ โดยเฉพาะคลื่นสมองที่มีอยู่ 4 ระดับที่กล่าวไว้ข้างต้น ทำให้เกิดความสมดุลและผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

คลื่นเสียงอัลตราโซนิกของปลาโลมาจะปรับคลื่นความถี่ของมนุษย์โดยอัตโนมัติ มนุษย์คนใดก็ตามที่ได้ยินได้ฟังเสียงปลาโลมาโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม คลื่นเสียงของปลาโลมาจะเข้าไปช่วยปรับความกังวล ปรับคลื่นสมองให้เข้าสู่ความสุขและความสงบในระดับที่สองหรือคลื่นระดับอัลฟ่าได้ไม่ยากนักในเวลาหนึ่ง

จากการค้นคว้าและทดลองของ THE INSTITUTE FOR MUSIC, HEALTH AND EDUCATION แห่งสหรัฐอเมริกา พบว่า เสียงมีผลต่อการเคลื่อนไหวของร่างกายด้วยการเชื่อมโยงกับเส้นประสาทผ่านต่อมฮอร์โมนไร้ท่อ 7 จุดในร่างกาย ผ่านหูและสมอง เข้าสู่เส้นประสาทและไขสันหลัง ทำให้เสียงมีผลต่อการหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจไปทั่วร่างกาย ผลที่ตามมาก็คือการตอบสนองต่อการเรียนรู้ ความจำ และปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์

แม้กระทั่งกลุ่มของทารกในครรภ์มารดาก็ตาม ยังได้รับผลจากเสียงต่อการพัฒนาในเชิงเชาว์ปัญญาหรือไอคิว และเชาว์อารมณ์หรืออีคิว ซึ่งสามารถพบได้บ่อยๆ ว่าทารกในครรภ์สามารถรับรู้และตอบสนองต่อเสียงของมารดาได้อย่างน่าพิศวง จึงเกิดความนิยมให้ทารกได้ฟังเพลงคลาสสิกเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา หรือแม้แต่การที่มารดาพูดคุย ร้องเพลงหรืออ่านหนังสือให้เจ้าตัวน้อยฟังทันทีที่รู้ว่าตั้งครรภ์

จากการค้นพบดังกล่าวผนวกกับผลการศึกษาคลื่นเสียงของปลาโลมา จึงมีการกระตุ้นสมองของทารกตั้งแต่อยู่ครรภ์ด้วยการเข้าโปรแกรมโลมาบำบัด

บรรดาคุณแม่มือใหม่หรือมือเก่าทั้งหลายจะพากันไปริมสระน้ำ จากนั้นปลาโลมาที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีจะว่ายตรงเข้ามาหาบรรดาคุณแม่ทั้งหลายอย่างเบิกบาน แล้วใช้ปากสัมผัสหรือดุนบริเวณหน้าท้อง พร้อมส่งเสียงร้องราวกับพูดคุยกับเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในครรภ์ กล่าวกันว่าคลื่นเสียงของโลมาที่เปล่งออกมานี้จะช่วยพัฒนาระบบประสาทและสติปัญญาของทารก นั่นเอง

อาจกล่าวได้ว่า คลื่นเสียงอัลตราโซนิกของปลาโลมามีพลังงานมหาศาล ช่วยปรับสมองของมนุษย์ให้เข้าสู่ภาวะสมดุล กระตุ้นการผ่อนคลายในสตรีมีครรภ์ พัฒนาสติปัญญาและระบบประสาทของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการวิจัยของสถาบัน SOUND, LISTENING AND LEARNING CENTER และสถาบัน THE INTERNATIONAL SOCIETY FOR MUSIC IN MEDICINE ประเทศเยอรมัน ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า คลื่นเสียงและดนตรี สามารถฟื้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ต่อสู้และชนะเซลล์ร้ายในร่างกายได้ระดับหนึ่ง

ผลการวิจัยของ ดร.ฮอเรส ด็อปส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโลมาบำบัดแห่งสหรัฐอเมริกา และดร.เดวิด นาธานสัน จากศูนย์วิจัยโลมาบำบัดที่รัฐฟลอริดา รวมถึงนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศส พบว่า คลื่นเสียงของโลมาเป็นสนามพลังงานแห่งชีวิตที่ยิ่งใหญ่ในจักรวาล สามารถเชื่อมโยงต่อกระบวนการพัฒนาสมองของมนุษยชาติได้อย่างน่าพิศวง

จากการศึกษาและทดลองหลายแห่งยืนยันผลการวิจัยเหล่านี้ ไม่ว่าโครงการซีเวิลด์ที่ช่วยบำบัดเด็กพิการทางสมองในควีนแลนด์ หลังจากพาเด็กๆ ลงไปเล่นน้ำกับโลมาและสัมผัสกับโลมา ปรากฏว่าอาการตอบสนองของเด็กๆ ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และช่วยฟื้นฟูความสามารถบางอย่างของเด็กได้เป็นอย่างดี เนื่องจากจินตนาการที่เกิดขึ้นจากคลื่นเสียง ทำให้การฟื้นตัวในเชิงชีวเคมีในสมองและร่างกายปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะคลื่นเสียงจากปลาโลมาซึ่งมีพลังการเยียวยา

จากการปฏิบัติการในการบริการแบบสังคมสงเคราะห์หรือแบ่งปันโดยเกื้อกูลกัน ทำให้พบว่าการใช้โลมาบำบัดจากคลื่นความถี่แบบอัลตร้าโซนิกสามารถช่วยปรับเชาวน์อารมณ์ ตลอดจนความเป็นอัจฉริยะได้อย่างล้ำลึกโดยผ่านโสตประสาทอันเป็นกลไกทางจิต ชนิดที่เรียกว่า การรู้สึกถึงสรรพสิ่งในแง่ดีและตื่นรู้อย่างมีชีวิตชีวา

สำหรับโปรแกรมโลมาบำบัดที่ผมนำมาใช้บำบัดนี้ เป็นงานค้นคว้าวิจัยจากทั่วโลกที่นำมาปรับปรุงความถี่พิเศษซึ่งเรียกว่า ออดิโอ เมทริกซ์อันเป็นคลื่นเสียงที่มีความถี่ต่ำกว่าความเร็วเสียง ซึ่งแม้หูของมนุษย์ไม่ได้ยินแต่จะให้ระดับพลังงานในสมอง

เสียงคลื่น Underground stream ทำให้ผู้ฟังเข้าสู่ห้วงจินตนาการที่ล้ำลึกของสมองซีกขวา ซึ่งกระตุ้นเซลล์ทั้ง 14 ล้านเซลล์ในสมองอย่างมีสติ มีความคิดสร้างสรรค์ บรรลุถึงการตื่นภายในถึงขั้นดำดิ่งลงไปในระดับจิตใต้สำนึกร้อยเปอร์เซ็นต์ และรู้สึกถึงความมีสติบริสุทธิ์

ความถี่อัลตร้าโซนิกซึ่งมีในเสียงของโลมา สามารถเข้ามาจูนหรือปรับสมดุลคลื่นสมองของมนุษย์จากทารกในครรภ์แล้ว ยังช่วยเรื่องของเด็กสมาธิสั้น ออทิสติก หรือโรคดาวน์ซินโดรม กระทั่งผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ วัยรุ่นติดยา คนที่หวาดกลัว คนที่ขี้อายไม่กล้าแสดงออก กระทั่งผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ วิตกกังวล ซึมเศร้า ว้าเหว่ หรืออาการทางภูมิแพ้และเอสแอลอี เป็นต้น

การบำบัดด้วยคลื่นเสียง ตอนที่ 7

เสียงสามารถทำลายเซลมะเร็งได้จริงหรือ??

     Fabien Maman นักดนตรีและนักชีวะเคมีชาวฝรั่งเศส ได้ประกาศการค้นพบว่า คลื่นเสียงมีผลต่อเซลของร่างกายมนุษย์ เขาสนใจว่าพลังงานทางชีวะเคมีภายในเซลเปลี่ยนแปลงได้ จากการฟัง การสัมผัสคลื่นโดยตรง หรือแม้แต่ในรูปเสียงดนตรีจริงหรือ? พลังงานของคลื่นเสียงสามารถทะลุเข้าในร่างกายได้ลึกแค่ไหน? เขาใช้เวลา 1ปีครึ่งในการวิจัยร่วมกับแม่ชี Helene Grimal ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวะวิทยา จากมหาวิทยาลัยปารีส ทั้ง 2 ศึกษาผลของคลื่นเสียงในระดับความดังต่ำ (30-40 เดซิเบล) กับร่างกายมนุษย์ จากการถ่ายรูปโดยผ่านทางกล้องจุลทรรศน์ของเซลมะเร็งที่ได้จากกระเพาะปัสสาวะ โดยใช้เสียงจากเครื่องดนตรี (กีตาร์ ฆ้อง ระนาด เป็นต้น) ใช้ระยะเวลา 20 นาทีต่อครั้งในการสังเกต

เซลมะเร็งถูกทำลายได้ด้วยคลื่นเสียง

     ขณะใช้เสียงระนาด 14 นาที ตามเสียงดนตรีธรรมชาติ (โด เร มี ...)โครงสร้างเซลเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน ใน 14 นาที เมื่อใช้คลื่นเสียงดนตรีธรรมชาติ 9 คลื่นที่แตกต่างกัน เมื่อเปลี่ยนเป็นเสียงร้องของผู้ทำการวิจัยก็พบว่าเซลมีการแตกสลายได้เช่นเดียวกัน จากการทดลองนี้พบว่าเซลมะเร็งเริ่มแตกสลาย ตามคลื่นเสียงที่ร้องเป็นเสียงดนตรี ภายใน  9 นาที และพลังงานที่ได้จากการร้องโดยมนุษย์มีพลังมากกว่าจากเครื่องดนตรี และเซลมะเร็งสามารถถูกทำลายได้จากการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงอย่างไม่ต้องสงสัย

     และจากการวิจัยได้ทำการทดลองกับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 2 ราย โดยใช้ระยะเวลา 3 ชม.ครึ่งต่อวันเป็นเวลา 1 เดือน พบว่าใน 1 ราย ก้อนมะเร็งได้ยุบหายไป และอีกราย หมอผู้ทำการผ่าตัดได้กล่าวว่า ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงอย่างมาก

เขากล่าวว่า เซลมะเร็งไม่สามารถทนทานต่อคลื่นความถี่เสียงทั้งในไซโตปลาสซึมและพนังนิวเคลียสถูกทำให้แตกสลายได้

การสั่นของคลื่นเสียงสามารถทำลายเซลมะเร็งได้โดยที่เซลมะเร็งไม่อาจต้านทาน แต่ต้องใช้ให้ถูกคลื่นความถี่นั้น ๆ เนื่องจากเซลมะเร็งจะมีคลื่นความถี่มูลฐานต่าง ๆ ไม่เหมือนกับเซลปรกติ ดังนั้นเซลมะเร็งจะถูกทำลายตั้งแต่ ไม่เสถียร ระบบภายในเซลล้มเหลว จนถึงเซลแตกสลาย โดยที่เซลปรกติไม่เกิดอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

การยังไม่ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลง DNA จากคลื่นเสียง

     ถึงแม้ในปัจจุบัน ได้มีการนำเอาคลื่นเสียงมาใช้ในการบำบัดรักษา ทั้งโดยตรงและทางอ้อม แต่ก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์จากนักวิทยาศาสตร์โดยทั่วไป  แต่แท้จริงแล้ว คลื่นเสียงสามารถทำลายเซลมะเร็งได้จริงหรือ?  Szent Gyorgyi and Herbert Frolich (both Nobel prize winners) นักวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 ท่านนี้ได้ทำการพิสูจน์ให้เห็นว่า เซลและองค์ประกอบภายใน มีการสั่นไหวอยู่ตลอดเวลา และจะสั่นไหวรุนแรงมากขึ้นเมื่อได้รับพลังงานจากโฟตอน ตามความถี่มูลฐานของเซลนั้น ๆ อันเป็นการสนับสนุนการค้นพบนี้

     เมื่อคุณเริ่มฟังคลื่นความถี่เหล่านี้แล้ว บางส่วนของเสียงเหล่านี้จะรุนแรงมาก ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณกำลังมีอาการบางอย่างเกิดขึ้น เช่น ปวดศีรษะ,ร่างกายกระตุก หรือแม้แต่มีอาการคลื่นไส้ ก็อย่าตกใจไป เพราะว่านี่เป็นอาการที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดามากๆ สิ่งที่คุณกำลังประสบไม่แตกต่างกันกับการล้างพิษอาหาร เพราะว่าเสียงเหล่านี้กำลังกำจัดสิ่งที่อุดตันการไหลเวียนของพลังงานในร่างกายของคุณออกไป (ทางแพทย์ฝังเข็มอาจหมายถึง ชี่) เพื่อให้สนามพลังแม่เหล็กไฟฟ้าที่กลมกลืนกันตามธรรมชาติของคุณสามารถไหลเวียนไปสู่ส่วนของร่างกายของคุณ ที่กำลังต้องการมันอยู่ได้ดียิ่งขึ้น หากคุณกำลังประสบกับอาการเหล่านี้ในทางใดทางหนึ่งสิ่งที่จะมีประโยชน์มากคือดื่มน้ำจืดอย่างน้อย 4-6 แก้ว/วัน

     เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด คุณควรจะฟังเสียงคลื่นความถี่นี้  อย่างน้อยวันละครั้ง ผลลัพธ์สูงสุด จะสามารถเห็นพัฒนาการได้หลังจากเริ่มฟังไปแล้วทุกๆวัน เป็นเวลา 6 สัปดาห์

คุณสามารถฟังเสียงเหล่านี้ได้กี่ครั้งต่อวันก็ได้ บ่อยเท่าที่คุณต้องการ เพราะว่าเสียงเหล่านี้ มีแต่จะเป็นประโยชน์ต่อคุณเท่านั้น ตราบเท่าที่คุณยังคงฟังอยู่อย่างต่อเนื่องทุกๆวันวันละครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ คุณก็จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ของมัน

     แต่โปรดจำไว้ว่าคลื่นความถี่เหล่านี้ ไม่ใช่ "การรักษาแบบใช้ปาฏิหาริย์" แต่อย่างใด ไม่ว่าอย่างไรก็ตามคุณไม่ควรใช้มันแทนการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ หรือตามวิธีการบำบัดรักษาแบบอื่นๆโดยไม่ได้รับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ของคุณก่อน

     คลื่นความถี่เหล่านี้ ใช้เป็นเครื่องมือเสริมสำหรับการรักษาทางการแพทย์ปกติของคุณ แต่ไม่ควรใช้เป็นวิธีการรักษาหลัก โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์ซะก่อน

ขอขอบคุณทุกงานวิจัย ทุกบทความ ทุกเอกสารที่ได้ศึกษาจาก

เอกสารอ้างอิง

1. lightwithin.com/SomaEnergetics

2. Walnut Creek, CA: Pavior Publishing, 2007

3. world-mysteries.com/sci_

4. Badger, CA: Torchlight Publishing, 2003

5. เครดิตจาก Facebook : CHAYUTT NAOWARAT

6. Music therapy,Phumdoung S.,Obstetric Gynecological Nursing and Midwifery Department,Faculty of Nursing, Prince of Songkla University, Hat Yai, Songkhla, 90112, Thailand,Songkla Med J 2005;23(3):185-191

7. Chlan L. Music intervention. In: Synder M, Lindquist R, editors. Complementary/Alternative therapies innursing. 4th ed. New York: Springer; 2002:58-68.

8. Gaston ET. Dynamic music factors in mood change.Music Educ J 1951;37:42-3.

9. Seaward BL. Principles and strategies for health and wellbeing. 2nd ed. Boston: Jones and Bartlet; 1997.

10. Brewer JF. Healing sounds. Complement Ther Nurs Midwifery 1998;4:7-12.

11. Guzzetta CE. Music therapy. In: Dossey BM, editor.Core curriculum for holistic nursing. Gaithersburg: an Aspen; 1997:196-204.

12. ประสาน ต่างใจ. ศาสตร์การเป็นมนุษย์ [ม้วนวิดิทัศน์].สงขลา: คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์;2546.

13. Todaro-Franceschi V. The enigma of energy: where science and religion converge. New York: The Crossroad;1999:97.

14. Biley F. Using music in hospital settings. Nurs Stand 1992;6:37-9.

15. Kimura D. Functional asymmetry of the brain in dichotic listening. Cortex 1967;3:163-78.

16. Zatorre RJ, Halpern AR. Effect of unilateral temporallobe excision on perception and imagery of songs. Neuropsycholgia 1993;31:221-32.

17. Davis BW, Thaut MH. The influence of preferred relaxing music on measures of state anxiety, relaxation,and physiological responses. J Music Ther 1989;26:168-87.

18. spiritualwavelink.wordpress.com

19. neurogens-thailand.com/

 20. km.lib.kmutt.ac.th/



ผู้ตั้งกระทู้ สงคราม :: วันที่ลงประกาศ 2018-07-31 10:26:17


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.