ReadyPlanet.com


การบำบัดด้วยโอโซน 2


 ดีท็อกซิ่ง ธรรมชาติบำบัดเพื่อล้างสารพิษในตับด้วยโอโซน

       โอโซนบำบัดในทางการแพทย์ เป็นการล้างสารพิษแบบวิธีธรรมชาติ  เป็นการล้างลำไส้ด้วยตนเอง  และประโยชน์ที่ได้รับสูงสุดจะได้ที่ตับโดยตรง  ส่งผลกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย  รักษาอาการการติดเชื้อ
     การล้างพิษตามธรรมชาติบรรเทาอาการท้องผูก, ปวดหลัง, กลิ่นปาก, ท้องอืด, เหนื่อย, ปวดหัว, ระบบการย่อยอาหาร, ไซนัส, ปัญหาเชื้อราที่ผิวหนัง เล็บ, การติดเชื้อยีสต์
      มีสัญญาณหลาย ๆ สัญญาณที่พบบ่อย อาการสุขภาพที่ได้รับการตรวจทางการแพทย์ระบุว่าปกติ  แม้ว่าคุณคิดว่าคุณมีความรู้สึกที่ดี  คุณอาจจะประสบอย่างน้อยหนึ่งหรือหลายอาการต่อไปนี้  ที่แสดงให้เห็นความจำเป็นในการล้างพิษแบบธรรมชาติบำบัด  บางส่วนของอาการเหล่านี้สามารถปรากฏในระยะสั้น ๆ เช่น: แพ้, ปวดหลัง, กลิ่นปาก, การย่อยอาหารไม่ดี, ท้องอืด, มองเห็นภาพซ้อน, ลิ้นเฝื่อน เป็นมัน, ท้องผูก, ซึมเศร้า, ท้องเสีย, อาเจียน, เป็นโรคไข้หวัดบ่อยเกินไป, แก๊สมากเกินไป, อ่อนเพลีย, อาหารเป็นพิษ, ปวดหัว, มีความผิดปกติของลำไส้, หงุดหงิด, ปวดข้อ, การสูญเสียความกระหาย, ภูมิคุ้มกันต่ำ, สูญเสียความจำ, ปัญหาปวดประจำเดือน, คลื่นไส้, มีกลิ่นน่ารังเกียจ, การติดเชื้อที่ไซนัส, ผื่นผิวหนัง, ปวดท้อง และการติดเชื้อยีสต์
      ระบบภูมิคุ้มกันของเรา  คือกุญแจสำคัญในการต่อสู้กับความเสี่ยงที่อยู่ภายในร่างกายของเรา  มันต่อสู้กับจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดปัญหาความเสื่อม  และส่งเสริมกระบวนการบำบัดของโรคทุกชนิด ภายในตัวเราให้เป็นปกติ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของเราอ่อนแอโรคต่าง ๆ จะรุมเร้าทันที
       ถ้าคุณได้ศึกษาโรคต่างๆและสาเหตุของโรค  คุณจะพบว่าส่วนใหญ่จะเกิดจากการขาดสารอาหาร  ทั้งนี้อาจเกิดจากทานอาหารไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ  หรือการดูดซึมที่ไม่ดีในทางเดินลำไส้  ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต้องการสารอาหารที่จำเป็นในการทำงานและสุขภาพที่ดี


 ปัญหาสุขภาพ
      การเสื่อมสภาพร่างกายของเราเกิดขึ้นอย่างช้าๆทีละขั้นตอน ใช้เวลานาน  เราจะไม่ทราบสิ่งที่เกิดขึ้น หรือปัญหาที่มีอยู่  จนกว่าอาการจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง   เมื่อมีสัญญาณเตือน และเราละเลยปัญหา  โรคที่ร้ายแรงต่าง ๆ อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  ซึ่งอาจเป็นเพราะความผิดปกติของลำไส้
      วิธีที่ใช้มากที่สุดของการรักษาด้วยการล้างพิษตามธรรมชาติ  เพื่อชำระล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเองที่เรียกว่าการสวน เพื่อล้างสารพิษ 
      การสวน เพื่อล้างสารพิษด้วยตนเองจะช่วยให้การเคลื่อนไหวของลำไส้เป็นปกติโดยการเพิ่มประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อ และ peristalsis ปกติ (การหดของกล้ามเนื้อ)  peristalsis ยังช่วยกระตุ้นตับผลิตน้ำดีมากขึ้น ซึ่งช่วยในการดูดซึมของไขมันและวิตามินที่ละลายในไขมัน  การดูดซึมของสารอาหารมากขึ้นเมื่อลำไส้ใหญ่สามารถทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง  ซึ่งจะช่วยให้คุณรักษาและฟื้นฟูได้เร็วขึ้น


      
ประโยชน์อื่น ๆ ของทำความสะอาดลำไส้ใหญ่จากการสวน เพื่อล้างสารพิษตามธรรมชาติด้วยโอโซน:

1.บรรเทาการอุดตันของลำไส้และล้างสารพิษ 
2.ชักนำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดที่เหมาะสมและทำความสะอาดเลือด 
3.ช่วยป้องกันการเกิดของโรคนิ่วในถุงน้ำดี 
4.ช่วยในการสลายของคอเลสเตอรอล 
5.ช่วยล้างและทำลาย  เชื้อยีสต์และเชื้อปรสิตและหยุดการติดเชื้อและลดการอักเสบ
6.ช่วยควบคุมความดันโลหิต

7.คืนความสมดุลค่า pH
8.ช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหารที่เหมาะสม  และลดกลิ่นปาก อาการท้องอืด จากก๊าซที่ไม่ดี , ท้องผูก, อาหารไม่ย่อย
9.ลดอาการ เป็นลิ้นเคลือบ, ปวดหลัง, ปวดหัวเรื้อรังบางชนิด
10.ลดอาการของไซนัส
11.ปัญหาผิว เล็บ ติดเชื้อรา
12.ที่สำคัญที่สุดคือ การช่วยกำจัดสารพิษ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อจุลินทรีย์(ไวรัส ที่ทำให้เกิดตับอักเสบต่าง ๆ) ที่สะสม และอาศัยอยู่ภายในตับ รวมถึงในกระแสเลือด


ประโยชน์ในการทำโปรแกรมการสวน เพื่อล้างสารพิษ ทำไมต้องเป็นที่ตับ ????  เพราะ…………

     ตับเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย เนื่องจากมีหน้าที่สำคัญในการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย โดยมีตำแหน่งอยู่บริเวณช่องท้องด้านขวา หนักประมาณ 4 ปอนด์ ลักษณะของตับจะเป็นเหมือนฟองน้ำซึ่งมีรูพรุนภายในจำนวนมากและภายในช่องว่างเหล่านั้นจะมีเลือดบรรจุอยู่ สำหรับเส้นเลือดที่มาเลี้ยงตับ จะมาจาก 2 แหล่งด้วยกัน แหล่งแรกเป็นเส้นเลือดแดงที่มาจากหัวใจ แหล่งที่สองเป็นเส้นเลือดดำที่มาจากบริเวณลำไส้ ซึ่งจะนำสารอาหาร ตลอดจนสารพิษต่างๆมายังตับ ก่อนที่จะไปยังส่วนอื่นของร่างกาย ตับจึงเป็นด่านแรกที่จะรับมือกับสารพิษเหล่านั้นโดยตรง

หน้าที่ของตับ

 1. เกี่ยวกับขบวนการเมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต (การเผาผลาญอาหารจำพวกแป้ง)
      ๏ เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต เป็น กลูโคส (ในขบวนการย่อยอาหารพวกแป้ง จะได้เป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยวที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก ที่เรียกว่า กลูโคส เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้เป็นพลังงานได้ )
      ๏ นำกลูโคสส่วนเกินออกจากระแสเลือด
      ๏ สร้าง & เก็บไกลโคเจน ( กลูโคสส่วนเกิน ที่เหลือจาการใช้งานของร่างกาย จะถูกเก็บไว้เป็นพลังงานสำรองที่ตับ ในรูปของไกลโคเจน  ซึ่งเมื่อร่างกายต้องการใช้งาน ก็จะมีการสลายไกลโคเจน เป็นกลูโคสอีกครั้ง )

2. เกี่ยวกับขบวนการเมตาบอลิซึมของโปรตีน ( การเผาผลาญอาหารพวกเนื้อสัตว์ ถั่ว)
       ๏ เปลี่ยนโปรตีน เป็น ยูเรีย (ในขบวนการย่อยโปรตีน จะได้เป็นกรดอะมิโนซึ่งมีโมเลกุลขนาดเล็ก ร่างกายสามารถดูดซึมนำไปใช้ได้ นอก    จากกรดอะมิโนแล้ว ในขบวนการดังกล่าวยังผลิต แอมโมเนีย ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย ดังนั้นร่างกายจึงพยายามกำจัดแอมโมเนียออก   จากร่างกาย โดยเปลี่ยนแอมโมเนีย เป็นยูเรีย แล้วขับออกทางปัสสาวะ )
     ๏ สร้างกรดอะมิโน
     ๏ กำจัดแอมโมเนียออกจากกระแสเลือด โดยเปลี่ยนแอมโมเนีย เป็น ยูเรีย แล้วขับออกทางไต

 3. เกี่ยวกับขบวนการเมตาบอลิซึมของไขมัน
      ๏ สร้างน้ำดี ซึ่งช่วยในการแตกตัวของไขมัน (เนื่องจากไขมันไม่สามารถรวมตัวกับน้ำได้ ดังจะเห็นได้จากน้ำมันจะแยกชั้นและลอยอยู่  เหนือน้ำ ในขบวนการย่อยก็เช่นเดียวกัน น้ำดีจะทำให้ไขมันแตกตัวและสามารถรวมตัวกับน้ำได้ หลังจากนั้นน้ำย่อยจึงสามารถย่อยไขมันได้ทั่วถึง)

 4. เก็บสารที่ใช้ในการสร้างฮีโมโกลบิน (ฮีโมโกลบินเป็นสารในเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีหน้าที่นำพาออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย)
 5. เก็บวิตามิน A , D , E , K, แร่ธาตุ และไขมัน
 6. สร้างน้ำเหลือง ซึ่งเป็นตัวกลางในการนำพาเม็ดเลือดขาวให้เคลื่อนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย
 7. ควบคุมสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย

ระบบน้ำดี

      ตับผลิตน้ำดีโดยอยู่ในเซลล์รูปเหลี่ยม สร้างจากคอเลสเตอรอล (บิลิรูบินและ biliverdin) และเกลือน้ำดี (กรด) ที่มีการเชื่อมโยงจากกรดอะมิโนไกลซีน, glycocholic กรด taurine และ taurocholic
      น้ำดีที่เก็บไว้ในถุงน้ำดี มีไม่เกินสองออนซ์ และปล่อยเข้า ampulla เพื่อช่วยในการย่อยไขมัน และปรับค่า pH ของอาหารที่ออกจากกระเพาะอาหาร และเดินทางลงลำไส้เล็ก ส่วน duodenum
      ตับอ่อนทำหน้าที่ผลิตเอนไซม์ไลเปส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยสลายไขมัน  นอกจากนี้ยังผลิตฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการหดตัวของถุงน้ำดีและเพื่อให้น้ำดีสามารถไหลผ่าน ampulla เข้าไปในลำไส้เล็กได้ง่าย
      ระบบน้ำดี  เป็นส่วนหลักของลำไส้  ที่ใช้ในการทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติ  เพื่อขับสารพิษในระบบของร่างกาย  เมื่อระบบนี้ทำงานอย่างถูกต้อง  การทำงานของอวัยวะอื่น ๆ ทั้งหมด  จะทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น  เมื่อระบบนี้ทำความสะอาดของเสีย  ที่สะสมและสารพิษที่มีการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด จะถูกทำให้กลายเป็นสารประกอบที่ไม่เป็นอันตราย  ง่ายต่อการกำจัดและขับถ่ายทิ้ง
        น้ำดี หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าน้ำดีเป็นเอนไซม์หรือน้ำย่อยอย่างหนึ่ง ซึ่งที่จริงแล้วน้ำดีไม่ใช่เอนไซม์ เป็นเพียงแค่ตัวทำละลายที่ช่วยให้ไขมันแตกตัว ทำให้เอนไซม์ที่มีหน้าที่ย่อยไขมันทำงานง่ายขึ้น ซึ่งน้ำดีจะถูกสร้างขึ้นที่ตับ แล้วไปเก็บที่ถุงน้ำดีซึ่งมีลักษณะเป็นรูปลูกแพร์ อยู่ข้างใต้ตับ โดยน้ำดีนั้น ประกอบด้วยของเหลว ,รงควัตถุ , เกลือ และคลอเรสเตอรอล
         นิ่วในถุงน้ำดี ปัญหาที่พบได้บ่อยที่ถุงน้ำดี คือ การเกิดนิ่ว นิ่วจะมีลักษณะเป็นก้อนซึ่งไม่จำเป็นต้องมีลักษณะแข็งก็ได้ เนื่องจากในก้อนนิ่วประกอบด้วยคลอเลสเตอรอลเป็นส่วนใหญ่ แล้วหลังจากนั้นจึงมีรงควัตถุและเกลือแคลเซียมมาพอกที่ก้อนดังกล่าว ทำให้ก้อนดังกล่าวมีลักษณะแข็งขึ้น (จากความเชื่อนี้ เชื่อว่า นิ่วนั้นเกิดขึ้นที่ถุงน้ำดี ) แต่แพทย์บางท่านเชื่อว่าก้อนนิ่วนั้นมีต้นกำเนิดภายในตับ แล้วมีการเคลื่อนที่มาที่ถุงน้ำดี ซึ่งเป็นสถานที่เก็บน้ำดี แล้วหลังจากนั้นจึงเริ่มขยายขนาดและแข็งขึ้น การตรวจนิ่วด้วย x-ray อาจตรวจไม่พบในกรณีที่ก้อนนิ่วนั้นไม่มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบ สีของนิ่วพบว่ามีได้หลากหลายตั้งแต่ ดำ น้ำตาลเทา ขาว แดง หรือ เขียว และภายในแกนกลางของก้อนนิ่วจะประกอบด้วยแบคทีเรียหรือสิ่งปนเปื้อนอื่นๆ
         นิ่วสามารถตรวจพบได้ทั้งในถุงน้ำดี และท่อน้ำดีของตับ ซึ่งก้อนนิ่วอาจไม่แสดงอาการใดๆเลยก็ได้ ถ้าก้อนนิ่วนั้นมีขนาดเล็กพอที่จะผ่านท่อน้ำดีและขับออกจากร่างกายได้ แต่ถ้าก้อนนิ่วนั้นมีขนาดใหญ่ จนไม่สามารถผ่านท่อน้ำดีออกไปได้ ก้อนนิ่วก็จะติดอยู่ในถุงน้ำดี หรือท่อน้ำดี และเป็นสาเหตุของการอักเสบหรือการติดเชื้อในที่สุด ทำให้มีอาการปวดท้องส่วนบนอย่างมาก เป็นไข้ อาเจียน เหนื่อย นอกจากนี้อาจมีอาการในส่วนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับตับและถุงน้ำดี ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ความไม่สมดุลของฮอร์โมน ปวดศีรษะ อาการทางผิวหนัง และอื่นๆ
         ก้อนนิ่วขนาดใหญ่ที่บริเวณท่อน้ำดีใหญ่ เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและเฉียบพลันหลังรับประทานอาหารที่มีไขมันจำนวนมาก เนื่องจากไขมันจะกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี แต่ก้อนนิ่วในท่อน้ำดี จะกีดขวางการไหลของน้ำดีที่จะไปยังลำไส้เล็ก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดดีซ่านและการอักเสบของถุงน้ำดีชนิดรุนแรง และบุคคลที่มีภาวะดังกล่าวจะพบว่าอุจจาระจะมีสีขาวเทาเนื่องจากสีน้ำตาลเขียวในอุจจาระนั้นมาจากสีรงค์วัตถุของน้ำดีนั่นเอง น้ำดีซึ่งไม่สามารถไหลออกไปได้จะคั่งอยู่ในถุงน้ำดีและตับ ซึ่งจะเกิดการดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ผิวหนังมีสีเหลือง หรือที่เรียกว่าภาวะดีซ่าน ซึ่งอาจพบร่วมกับอาการปวด

ตับ หน้าต่างสะท้อนสุขภาพ

         สารพิษต่างๆที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน ทั้งจากการรับประทาน (สารกันบูด สารปรุงรส ยาฆ่าแมลง เชื้อรา) การสูดดม การซึมผ่านผิวหนัง หรือแม้แต่สารพิษที่ร่างกายผลิตเอง ทั้งหมดนี้ต้องผ่านด่านป้อมปราการสำคัญ คือ ตับ เพื่อทำการขจัดสารพิษ ถ้าตับทำงานไม่ทัน สารพิษเหล่านี้จะถูกปล่อยสู่กระแสเลือด และไปยังสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย
         ปัญหาของตับที่พบได้บ่อย คือ การเกิดนิ่ว เนื่องจากนิ่วสามารถทำให้เกิดปัญหาที่ร้ายแรงต่างๆตามมา อาทิเช่น ภาวะตับอักเสบ (หมายถึง ภาวะที่เซลล์ตับเกิดการอักเสบ การเสื่อม และมีการตายของเซลล์) ซึ่งอาจพบร่วมกับภาวะดีซ่าน ภาวะตับโต การเบื่ออาหารและอาการไม่สบายท้อง บางครั้งจะอาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย มีไข้เล็กน้อย ปัสสาวะมีสีเข้ม อุจจาระมีสีเทาขาว ซึ่งนั่นหมายถึงภาวะที่ไม่มีน้ำดีในทางเดินอาหาร
         ภาวะตับอักเสบ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ แอลกอฮอล์ ยา สารพิษต่างๆ การติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส หรือพาราสิต ตับอักเสบ-เอ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ซึ่งปนเปื้อนในอาหาร มีความรุนแรงหลายระดับ ตั้งแต่น้อย จนอาจถึงแก่ชีวิต ตับอักเสบไวรัส-บี จะติดต่อทางเลือด และมีความรุนแรงมากกว่าตับอักเสบไวรัส-เอ อาการทางคลินิกของตับอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสนั้นไม่สามารถแยกได้อาการตับอักเสบที่เกิดจากสารพิษ เช่น คลอโรฟอร์ม ฟอสฟอรัส เห็ด ยาบางชนิด อย่างไรก็ตามตับอักเสบนั้นก็มีผลต่อการทำงานของตับ และบางชนิดในทางการแพทย์ยังไม่มีการรักษาให้หายขาด ซึ่งการรักษาส่วนใหญ่แล้วนั้นเกิดจากขบวนการสร้างและซ่อมแซมของร่างกายเอง ตลอดจนระมัดระวังและใส่ใจใส่ในเรื่องอาหารการกิน

      ไวรัสตับอักเสบบี
      ติดต่อจากมารดาสู่ทารกโดยการติดเชื้อขณะคลอด ทางเพศสัมพันธ์ ทางเลือด หรือผลิตภัณฑ์จากเลือด การสัก เจาะ ฝังเข็ม ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ผู้ป่วยฟอกเลือดผ่านเครื่องไตเทียม บุคลากรทางการแพทย์ การคลุกคลีกับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี
      การดำเนินโรคไวรัส ตับอักเสบ บี เฉียบพลัน เมื่อติดเชื้อจะมีระยะฟักตัว 2-3 เดือน อาการ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ไข้ ผื่น ปวดข้อ ปัสสาวะเข้ม ตาเหลือง 
      การปฏิบัติตนของผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเฉียบพลัน ในช่วงแรกหากผะอืดผะอมควรลดอาหารมันหรือที่มีกลิ่นคาวการดื่มน้ำหวานปริมาณมาก ๆ ไม่ได้ประโยชน์ แต่อาจเกิดโทษจากพลังงานส่วนเกินโดยถูกเปลี่ยนเป็นไขมันเกาะที่ตับ ควรรับประทานอาหารครบทุกหมู่ โดยอาจแบ่งเป็นบ่อย ๆ มื้อ ไม่จำเป็นต้องหยุดยาคุมกำเนิด หากไม่มีภาวะตับอักเสบรุนแรง ควรพักผ่อนตามสมควรหากยังเพลียมาก ถ้าไม่เพลียหรือเหลือง เริ่มลดลงสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ การออกกำลังกายอย่างหักโหม ควรงดจนกว่าหายเหลือง ไม่จำเป็นต้องแยกภาชนะหรือห้องน้ำ ยกเว้นสิ่งของที่เปื้อนเลือด หากคู่  สมรสยังไม่มีภูมิต้านทานต้องใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ การใช้วิตามินนั้นไม่มีความจำเป็น หลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพร
      ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง กลุ่มเสี่ยงเพศชาย ประวัติคนในครอบครัวเป็นตับแข็ง หรือมะเร็งตับ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดอื่นร่วมด้วย การได้รับสารก่อมะเร็งซึ่งผลิตจากเชื้อราในอาหารแห้ง
      บุคคลที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน บุคคลที่คนในครอบครัวเป็นไวรัสตับอักเสบบี ทารกที่เกิดจากมารดาที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี บุคลากรทางการแพทย์ สามีหรือภรรยาหรือคู่นอนเป็นไวรัสตับอักเสบบี ผู้ป่วยไตวายที่ต้องฟอกไต ผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีด ผู้ที่ในอนาคตอาจมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
      การดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ที่ไม่หายขาด หรือไม่สามารถกำจัดเชื้อให้หมดไปได้ รับประทานอาหารได้ทุกอย่างที่ถูกสุขอนามัย และสุกสะอาด ควรลดอาหารประเภทแป้ง ของหวาน ของมัน เป็นเหตุให้อ้วน และมีไขมันเกาะที่ตับ หลีกเลี่ยงยาและอาหารเสริมที่ไม่จำเป็น งดดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงอาหารแห้งที่อาจมีสารก่อมะเร็ง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ ควรตรวจเลือดการทำงานตับอย่างน้อยทุก 3-6 เดือน ควรตรวจคลื่นความถี่สูง ทุก 6-12 เดือน ในผู้ชายเริ่มเมื่ออายุ 40 ปี ในขณะที่ผู้หญิงเริ่มเมื่ออายุ 50 ปี งดบริจาคเลือด อวัยวะ น้ำอสุจิ

      ไวรัสตับอักเสบซี
 
    ติดต่อทางเลือด หรือผลิตภัณฑ์จากเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสัก การเจาะ การฝังเข็ม ผู้ป่วยฟอกเลือดผ่านเครื่องไตเทียม บุคลากรทางการแพทย์ จากมารดาสู่ทารกโดยการติดเชื้อขณะคลอด ทางเพศสัมพันธ์
      การดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง รับประทานอาหารได้ทุกอย่างที่ถูกสุขอนามัย ควรลดอาหารประเภทแป้ง ของหวาน ของมัน เป็นเหตุให้อ้วน และมีไขมันเกาะที่ตับ หลีกเลี่ยงยาและอาหารเสริมที่ไม่จำเป็น งดดื่มแอลกอฮอล์ อาหารแห้งที่อาจมีสารก่อมะเร็ง อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ และบี ควรตรวจเลือดการทำงานตับอย่างน้อยทุก 3-6 เดือน ควรตรวจคลื่นความถี่สูงทุก 6-12 เดือน เมื่อมีภาวะตับแข็งแล้ว งดบริจาคเลือด อวัยวะ รวมถึงน้ำอสุจิ

         ตับแข็ง
 
        เป็นภาวะที่เซลล์ตับมีการแข็งตัวและค่อยๆตาย ทำให้ตับไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ ซึ่งมีสาเหตุมาจากสุรา (แอลกอฮอล์) การขาดสารอาหาร หรือการติดเชื้อ อาการของตับแข็งได้แก่ วิงเวียนศีรษะ ไม่อยากอาหาร อาเจียน อุจจาระสีขาวเทา อ่อนเพลีย ปวด สำหรับผู้ที่เป็นตับแข็งในระยะแรก ถ้าสามารถกำจัดสาเหตุได้ทัน ตับจะค่อยๆซ่อมแซมตัวเองและอาการเหล่านี้จะค่อยๆดีขึ้น ในทางตรงข้ามภาวะตับแข็งในระยะรุนแรงนั้น ตับจะไม่สามารถซ่อมแซมตัวเอง และอาจถึงแก่ชีวิต
         เนื่องจากยาหลายชนิด จะถูกขับออกทางตับ และยาเหล่านี้เมื่อผ่านมาที่ตับ ตับจะถือว่ายาเป็นสิ่งแปลกปลอมและพยายามที่จะกำจัดออก นั่นหมายถึงว่ายิ่งมีปริมาณยามากขึ้นเท่าไหร่ ตับก็ยิ่งต้องทำงานหนักมากขึ้นด้วย นอกจากยาแล้ว สารเคมีในอาหาร สารกันบูด สี สารปรุงแต่งรส& กลิ่น ก็ถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมเช่นเดียวกัน
         ตับเป็นอวัยวะที่สามารถซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเองได้ดีกว่าอวัยวะอื่นๆ เมื่อเราสามารถจำกัดสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ตับออกไปได้ และขบวนการขจัดสารพิษที่ตับ ( liver detoxification) ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ตับฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้น

       มะเร็งตับ
         กลายเป็นโรคร้ายน่ากลัวไม่แพ้ มะเร็งเต้านม และมะเร็งปากมดลูก ที่เคยนำเสนอไป เพราะ มะเร็งตับ ที่จะกล่าวถึงนี้ มีอานุภาพแห่งการทำลายล้างชีวิตของคุณได้แบบไม่ทันตั้งตัว เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มักจะไม่แสดงอาการ และเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในประเทศไทย โดยเพศชายถูกพบว่าป่วยเป็นโรคดังกล่าวมากกว่าเพศหญิงถึง 2 เท่า หากรักษาไม่ทันท่วงที สามารถเสียชีวิตลงได้ภายใน 3 – 6 เดือน ซ้ำร้ายโรคนี้ยังมีอัตราการรอดชีวิตอยู่ในขั้นต่ำ
          มะเร็งตับมีทั้งแบบที่เกิดขึ้นกับตับโดยตรง เรียกว่า มะเร็งปฐมภูมิ ส่วนใหญ่มักจะเข้าไปทำลายเซลล์ตับ และเซลล์ท่อน้ำดีตับ อีกแบบเรียกว่า มะเร็งทุติยภูมิ เป็นการลุกลามของมะเร็งชนิดอื่นมาสู่ตับ
        สาเหตุก่อมะเร็งในเซลล์ตับ คือ การได้รับหรือเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับ อักเสบบีและซี ส่วนมะเร็งท่อน้ำดีตับ มักเกิดกับผู้ที่นิยมรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของดินประสิว หรืออาหารตากแห้งชนิดต่าง ๆ รวมทั้งมีเชื้อพยาธิใบไม้ตับที่อยู่ในปลาน้ำจืดปรุงไม่สุก
        แม้ถูกระบุว่าเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการ แต่หากรู้สึกเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด มีไข้ต่ำ แน่นท้อง ท้องผูก ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวาและอาจคลำเจอก้อนเนื้อ ประกอบกับตัวและตาเหลือง ขาบวม พุงโต ให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด เพราะอาการดังกล่าวถือเป็นภาวะเสี่ยงของมะเร็งตับ
          ทางเลี่ยงและลดความเสี่ยง ควรตรวจเลือดเป็นประจำทุกปีเพื่อตรวจหาว่าติดเชื้อไวรัสหรือไม่ ทั้งควรหลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น ถือเป็นการป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ไม่มีส่วนผสมของดินประสิวหรือสารกันบูด รวมถึงเลี่ยงอาหารที่อาจมีเชื้อราปะปน พร้อมทั้งลด ละ เลิกดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

     รศ.นพ.บุญชู ศิริจินดากุล ศัลยแพทย์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ที่น่าตกใจคือคนที่เป็นมะเร็งตับจะไม่มีอาการ หลายคนไม่รู้ตัวเอง กว่าจะมีอาการก็สายเสียแล้ว การรักษามะเร็งตับมี 2 วิธี คือ ผ่าตัดตับบางส่วนออก หรือผ่าตัดเปลี่ยนตับ แต่ในกรณีเนื้องอกมีขนาดเล็กไม่เกิน 2-3 ซม. อาจใช้เข็มแทงเข้าไปจี้ทำลายเฉพาะก้อนมะเร็ง ทั้งนี้หลังการผ่าตัดการดูแลรักษาตัวเองของผู้ป่วยคือ ถ้าเป็นไวรัสตับอักเสบต้องรักษา คนอ้วนต้องลดน้ำหนัก
      พญ.อัญชลา บัวทรัพย์ แพทย์รังสีร่วมรักษา กล่าวว่า การรักษามะเร็งตับที่ดีที่สุดคือ การผ่าตัด แต่มีคนไข้กลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ การรักษา คือ ใช้ความร้อน ความเย็น หรือสารเคมี เข้าไปจี้ทำลายก้อนมะเร็งร่วมกับการอุดหลอดเลือดแดงที่จะไปเลี้ยงเซลล์มะเร็ง โดยก้อนที่มีขนาดเล็กกว่า 3 ซม.สามารถจี้ให้หายได้ แต่บางคนจี้ยาก เช่น ก้อนติดปอด ลำไส้ กระเพาะอาหาร หากจี้แล้วไปโดนอวัยวะเหล่านี้อาจทำให้เกิดอันตราย หลังการจี้จะมีการติดตามประมาณ 1 เดือนหากยังมีเซลล์มะเร็งเหลืออยู่ก็สามารถจี้ซ้ำได้
      นพ.ธนาวัฒน์ จิรกุลาภรณ์ อายุรแพทย์เนื้องอกวิทยา (มะเร็ง) และโลหิตวิทยา กล่าวว่า มะเร็งตับระยะสุดท้ายไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การรักษาเป็นเพียงการประคับ ประคอง ยืดอายุผู้ป่วยให้นานที่สุด ยารักษามะเร็งมี 2 กลุ่ม คือ เคมีบำบัดทั่วไปกลไกจะไม่พุ่งเป้าเจาะจงทำลายเซลล์มะเร็ง อีกชนิด คือ ยารักษาที่พุ่งเป้าทำลายเซลล์มะเร็งแต่มีราคาแพง ส่วนผลข้างเคียงที่อาจพบได้ เช่น เกิดผื่นบริเวณมือและเท้า อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ผิวหนังลอก ผมร่วง คลื่นไส้อาเจียน

      รศ.น.พ.ธีระ พิรัชวิสุทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับ กล่าวว่า ข้อมูลในปี 2551 พบว่ามีคนเป็นไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังทั่วโลกกว่า 350 ล้านคน แต่ละปีมีผู้ป่วย 250,000 รายเสียชีวิต โดยในทวีปเอเชียมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ในอัตราส่วน 1 ใน 10 และในส่วนของไทยมีผู้ติดเชื้อมากถึง 3.5 ล้านรายในปัจจุบัน
 ทั้งนี้ จากผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีมักจะป่วยมานานแต่ไม่ได้เข้ารับการบำบัดรักษา เนื่องจากไวรัสตับอักเสบบีมักไม่แสดงอาการจำเพาะ ซึ่งอาการในระยะแรก ได้แก่ เหนื่อยล้าและไม่อยากอาหารมักถูกมองข้ามไป จึงเป็นการยากที่จะบ่งชี้ถึงผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เว้นแต่จะตรวจเลือด หากผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังไม่รักษาอาจนำไปสู่โรคตับแข็ง และมะเร็งตับได้

     พญ.วิภากร เพิ่มพูล อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ กล่าวว่า ตับ เป็นแหล่งสร้างสารต่าง ๆ ในร่างกาย สารไข่ขาว และโปรตีนที่ทำให้เลือดแข็งตัวเป็นปกติ สร้างเกลือน้ำดีและน้ำดี เป็นแหล่งทำลายสารพิษ ยา และโปรตีนเก่า ๆ เป็นแหล่งผลิตและสะสมพลังงาน

Liver Detoxification
         เนื่องจากในขบวนการล้างพิษจากตับ ( liver detoxification) ตับจะขับสารพิษจำนวนมากออกมาผ่านลำไส้และถูกขับออกจากร่างกาย แต่จะมีบางส่วนที่ถูกดูดซึมกลับสู่กระแสเลือดและถูกขับออกทางไต ดังนั้นในระหว่างที่ตับขจัดสารพิษนั้น ไตก็จะทำงานหนักมากขึ้น เนื่องจากจะมีสารพิษจำนวนมากที่ออกจากตับ เข้าสู่ไต ดังนั้นก่อนทำการล้างพิษจากตับ คุณควรจะมีไตที่มีสภาพสมบูรณ์และสะอาดเสียก่อน  
         การล้างพิษจากตับ จะทำให้ตับและร่างกายส่วนอื่นๆสามารถทำงานได้ดีขึ้น อาทิเช่น ระบบย่อยอาหาร ภาวะภูมิแพ้ สิวที่ผิวหนัง อาการปวดหลัง ปวดแขน ปวดไหล่
     ถ้าคุณทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด การล้างพิษจากตับครั้งนี้ คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือไม่สบายตัวแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ขณะที่ถ่ายอุจจาระในตอนเช้า คุณจะรู้สึกว่าถ่ายเหลว และเมื่อคุณลองมองสิ่งที่ถูกขับออกมาพร้อมอุจจาระ คุณจะพบก้อนนิ่วที่ออกมาจากตับและถุงน้ำดี ซึ่งอาจมีขนาดตั้งแต่เล็กเท่าหัวเข็ม ไปจนถึงขนาดใหญ่มากๆ ส่วนใหญ่จะมีสีเขียวเนื่องจากสีรงควัตถุของน้ำดี ซึ่งการถ่ายอุจจาระครั้งแรกนี้ จะมีนิ่วจำนวนมากถูกขับออกมา นอกจากก้อนนิ่วแล้ว จะมีสารพิษจำนวนมากถูกขับออกมาพร้อมน้ำดี ซึ่งสารพิษเหล่านี้จะถูกขับออกมาพร้อมอุจจาระ หรือไปยังไตเพื่อที่จะกำจัดสารพิษนี้อีกครั้ง (นั่นหมายถึง การขจัดสารพิษจำนวนมากออกจากตับและถุงน้ำดี ) ขบวนการล้างพิษจากตับ สามารถทำได้อย่างปลอดภัย โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ 


     และต้องไม่ลืมว่า ควรทำภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น



ผู้ตั้งกระทู้ สงคราม :: วันที่ลงประกาศ 2012-03-13 17:24:49


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (3340157)

เป็นมะเร็งระยะแรก ระยะที่สองมีสิทธิ์หายไหมครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ดนัย วันที่ตอบ 2012-07-24 12:55:58


ความคิดเห็นที่ 2 (3340426)

ตอบ คุณ ดนัย

กรณีที่เป็นระยะแรก หรือ ระยะที่สอง โอกาสหายมีเปอร์เซนต์สูงมาก ๆ ครับ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า รักษาร่วมกับแผนปัจจุบันด้วย  จะยิ่งเสริมทำให้หายเด็ดขาดค่อนข้างสูง

ผู้แสดงความคิดเห็น admin วันที่ตอบ 2012-07-26 14:37:16


ความคิดเห็นที่ 3 (4024732)

 ถ้าเป็นมะเร็งตับประมาณ 60 % แล้วทำการรักษาแล้วจะหายไหมครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ถ้าเป็นมะเร็งตับ 60 % แล้วมีโอกาสหายไหมครับ วันที่ตอบ 2016-12-11 19:39:11


ความคิดเห็นที่ 4 (4024752)

 ลองโทรมาคุยกันครับ 086-862-6699

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2016-12-12 07:11:38


ความคิดเห็นที่ 5 (4060895)

 อยากทราบว่าการอบโอโซนทำได้นานแค่ไหน.. ถ้าแค่ต้องการฟื้นฟูร่างกาย.. ไม่มีโรคร้ายแรงค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น นิ่ม วันที่ตอบ 2017-06-21 11:40:52


ความคิดเห็นที่ 6 (4061025)

 ตอบ คุณนิ่ม

ถ้าหมายถึงการอบระยะสั้น 1-2 ครั้ง/วัน ติดต่อกัน 1-2 สัปดาห์ ครับ

ถ้าหมายถึงอบระยะยาว สามารถอบ วันละ 1 ครั้ง ไปเรื่อย ๆ ได้ครับ

การฟื้นฟูสุขภาพ สามารถทำต่อเนื่องได้ จะได้ผลดีกว่าการอบระยะสั้น ๆ เพราะเป็นการเพิ่มออกซิเจนให้เซลได้ต่อเนื่องทุกวัน เป็นการชะลอวัยอย่างหนึ่งครับ และเป็นการปกป้องเซลร่างกายทำให้เสื่อมสภาพช้าลงทั้งระบบ

ที่ผมทำอยู่มีคนอบต่อเนื่องมาเป็นระยะ 4-5 ปีแล้วก็มีครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2017-06-22 06:50:35



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.