ReadyPlanet.com


การบำบัดด้วยโอโซน ข่าวดี เปิดแล้วที่ขอนแก่น


การบำบัดด้วยโอโซน


โอโซนบำบัด     (OZONE THERAPY)

          การบำบัดด้วย Ozone (Ozone Therapy) ถูกค้นพบโดยนักเคมีชาวเยอรมันชื่อ Christian Frederick Schonbein เมื่อปี ค.ศ. 1840 โดยเริ่มแรกนั้นมีการใช้โอโซนฆ่าเชื้อและทำความสะอาดห้องผ่าตัด ตลอดจนฆ่าเชื้อโรคในน้ำดื่ม ต่อมาได้มีการนำมาประยุกต์ใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ โดยดึงเลือดของผู้ป่วยออกมาประมาณ 10 cc แล้วใส่ Ozone ให้กับเลือดแล้วจึงฉีดกลับที่กล้ามเนื้อสะโพก (Auto Vaccine) พบว่าการรักษาได้ผลดี จึงเป็นที่มาของการบำบัดด้วยโอโซนในปัจจุบัน ซึ่งมีวิธีการแตกแขนงออกมามากมายในการนำเอาโอโซนเข้าร่างกายเพื่อการบำบัด


หลักการบำบัดด้วยโอโซน
                   การบำบัดด้วยโอโซนนั้นใช้ประโยชน์จากลักษณะโครงสร้างที่ไม่เสถียรของตัวโอโซน ซึ่งประกอบไปด้วยโมเลกุลของออกซิเจนจำนวน 3 อะตอม โดยเครื่องกำเนิดโอโซนจะแปลงออกซิเจนบริสุทธิ์ ซึ่งประกอบด้วยโมเลกุลออกซิเจนจำนวน 2 อะตอม จากแหล่งกำเนิดให้กลายเป็นโอโซน เมื่อโมเลกุลของโอโซนผสมกับเลือดจากผู้รับการบำบัดในร่างกาย แล้วโมเลกุลของโอโซนจะเกิดการแตกตัวออกเป็น 2 ส่วน คือ
          1.  O2 (ออกซิเจนบริสุทธิ์) ซึ่งช่วยเพิ่มพลังงานให้กับเซลล์
          2. O (Singlet Oxygen หรือออกซิเจนอะตอมเดี่ยว) ซึ่งไม่เสถียร โดยออกซิเจนโมเลกุลเดี่ยวจะวิ่งไปจับกับโมเลกุลต่าง ๆในเนื้อเยื่อและกระแสโลหิต เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidative Reaction)

ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ในการรักษา ดังนี้
          1. มีฤทธิ์ในการกำจัดจุลชีพที่ไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งได้แก่ ไวรัสและแบคทีเรียบางชนิด การบำบัดด้วยโอโซนจึงสามารถใช้ในการรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อจุลชีพในกลุ่มดังกล่าวได้ เช่น โรคหวัด เริม งูสวัด และไวรัสตับอักเสบ
          2. ขับล้างสารพิษตกค้างในร่างกาย โดยช่วยเปลี่ยนสารพิษและของเสียให้เป็นสารที่มีความเฉื่อย และถูกขับออกทางตับและไตโดยไม่เกิดอันตราย
                   Singlet Oxygen หรือออกซิเจนอะตอมเดี่ยวนั้น ยังสามารถจับกับโปรตีนที่ผนังเซลล์ของเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ล่องลอยอยู่ในกระแสโลหิต ดึงดูดให้เม็ดเลือดขาวมากำจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของโอโซนบำบัด
          - กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวให้มีปริมาณเพียงพอต่อการปกป้องร่างกาย
          - เพิ่มประสิทธิภาพในการกัดกินเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาว จากระดับแกมมาอินเตอเฟียรอนที่เพิ่มขึ้น 400-900%
          - กระตุ้นการหลั่งอินเตอร์ลิวคินจากลิมโฟไซต์ เพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรค
          - เพิ่มความยืดหยุ่นของเซลล์เม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดง จึงทำให้เซลล์เม็ดเลือดสามารถเคลื่อนตัวผ่านไปยังหลอดเลือดฝอยเล็กๆ ได้เพิ่มขึ้น มีประโยชน์ในการรักษาแผลเรื้อรังจากเบาหวาน และแผลกดทับ
          - เพิ่มการผลิตพลังงานในไมโตคอนเดรีย ช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลีย และเพิ่มสมรรถภาพการออกกำลังกายในกลุ่มนักกีฬา
          - กระตุ้นการสร้างเอนไซม์ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ได้แก่ ซุปเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเตส คาตาเลสและกลูต้าไธโอนเปอร์ออกซิเดส

 
                               

       รูปแสดงการเกิดอนุมูลอิสระและการกำจัดโดยเอนไซม์ซุปเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส (SOD) คะตาเลส และ กลูตาไธโอนเปอร์ออกซิเดส (GPx) (ดัดแปลงจาก Hofseth LJ, Carcinogenesis. 2004)

 

โอโซนบำบัดเหมาะกับใคร ?
                   - ผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด หรือมีภาวะติดเชื้อ
                   - ผู้ป่วยโรคตับอักเสบ เริม งูสวัด
                   - ผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยโอโซนอะตอมเดี่ยวจะไปเกาะกับผิวของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งถูกกำจัดไปโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
                   - ผู้ที่มีปัญหาภูมิแพ้ ลมพิษ หอบหืด
                   - ผู้ป่วยโรคภูมิเพี้ยน SLE รูห์มาตอยด์ สะเก็ดเงิน
                   - ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต รวมทั้งผู้ป่วยโรคลมปัจจุบัน (Stroke) และผู้ป่วยพาร์คินสันที่เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอ
                   - ผู้ที่มีปัญหาแผลเรื้อรัง เช่น แผลเบาหวาน แผลกดทับในผู้ป่วยที่ต้องนอนนิ่งๆ เป็นเวลานาน โรคที่เกี่ยวกับเชื้อราต่าง ๆ
                    - และอีกมากมาย สนใจสอบถามได้โดยตรง

          อุปกรณ์ในการทำโอโซนบำบัดทั้งหมด จะเป็นชุดอุปกรณ์เฉพาะบุคคลและใช้งานเพียงครั้งเดียว โดยไม่มีการนำกลับมาใช้ซ้ำ และดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีความชำนาญ จึงมั่นใจได้ว่ากระบวนการรักษามีความสะอาด ปลอดภัย และได้มาตรฐาน

 

โอโซน มีผลอย่างไรในการบำบัด ?

     คำถามนี้มักจะถูกถามกันบ่อย ๆ  เพราะองค์ความรู้นี้ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย  สามารถสรุปให้คร่าว ๆ ดังนี้
  
   1. Ozone กระตุ้นการสร้างเซลเม็ดเลือดขาว  ซึ่งเซลเหล่านี้จะช่วยป้องกันร่างกายจากการรุกรานของไวรัส, แบคทีเรีย, เชื้อรา, มะเร็ง  ซึ่งถ้าระดับโอโซนต่ำลง  เซลเม็ดเลือดขาวจะมีประสิทธิภาพน้อยลงและทำงานผิดปกติ ( อาจก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ ) Ozone จะช่วยให้ระดับของโอโซนในกระแสเลือดสูงขึ้นเป็นเวลานาน  และอาจทำให้อาการของโรคภูมิแพ้ลดลงหรือหายได้
     2. ทำให้สาร Interferon เพิ่มระดับสูงขึ้น ( เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกัน ) มีผลยับยั้งการแพร่ขยายของไวรัสในร่างกาย
     3. Ozone ช่วยกระตุ้นการสร้างสารเพื่อทำลายเซลมะเร็ง ( Tumor Necrosis Factor,TNF ) ซึ่งโดยปกติร่างกายจะสร้างเมื่อพบเซลมะเร็ง  โดย Ozone จะกระตุ้นการหลั่ง Interluekin-2 ( IL-2)ซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่งในระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกสร้างจาก T-helpers cell ต่าง ๆ เพื่อที่จะบ่งบอกให้เม็ดเลือดขาวทราบถึงความแตกต่างของเซลปกติกับเซลมะเร็ง
     4. Ozone สามารถฆ่า แบคทีเรียได้ดี  แม้ในความเข้มข้นที่ต่ำ
     5. Ozone มีประสิทธิภาพในการทำลาย Fungi ทุกชนิดเช่น Candida albicans, athlete’s foot, molds, yeasts ฯลฯ
     6. นอกจาก Ozone จะกำจัดไวรัสได้หลายวิธีตามที่กล่าวข้างต้น  ยังสามารถกำจัดไวรัสได้ดีโดยการสัมผัสโดยตรงอีกด้วย
     7. Ozone เป็น Antineoplastic หมายความว่า Ozone จะขัดขวางการแบ่งเซลอย่างรวดเร็วของเนื้อเยื่อ  เพราะเซลต้องสร้าง enzyme เพื่อป้องกันตัวเองจาก Ozone ดังนั้นการเจริญของมะเร็งจะถูกขัดขวางด้วย Ozone
     8. Ozone สามารถ oxidizes arterial plaque ที่เกาะในเส้นเลือดได้ดี เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็น Arteriosclerosis  และ  Arthrosclerosis ซึ่งหมายความว่า Ozone สามารถลดการอุดตันของเส้นเลือดได้ดีที่เส้นเลือดขนาดใหญ่หรือเส้นเลือดฝอย  ทำให้การนำสารอาหารและโอโซน  เข้าถึงเซลต่าง ๆ ได้สะดวก
     9. Ozone เพิ่มความยืดหยุ่นของเซลเม็ดเลือดแดง
     10. Ozone ช่วยเร่ง Citric Acid Cycle  ในวัฏจักร Kreb หรือ  TCA ในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารจำพวก Carbohydrate เพื่อให้พลังงาน
     11. Ozone ทำให้ระบบ enzyme Antioxidant มีประสิทธิภาพมากขึ้น
     12. Ozone สามารถ Degrades petrochemicals ซึ่งสารเคมีเหล่านี้สำคัญมากในระบบภูมิคุ้มกัน
 

มีดี มีร้าย

     โอโซนเป็นกาซที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ถ้าได้รับปริมาณความเข้มข้นสูงระดับหนึ่ง ควรใช้โดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น อาจก่อให้เกิดอาการต่าง ๆ ได้ดังนี้

ปอดมีประสิทธิภาพน้อยลง
มีปัญหาหอบหืด
ระคายเคืองคอ ไอ
เจ็บหน้าอกหายใจไม่ออก
ปอดอักเสบ
ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
เสียชีวิต

     ในการบำบัดด้วยโอโซนนี้  ควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญ ในการควบคุมระดับความเข้มข้น และระยะเวลาที่เหมาะสม  เพียงพอเพื่อการบำบัดในแต่ละรายโดยเฉพาะเท่านั้น ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าไม่มีอาการข้างเคียงใด ๆ ในการรักษาอย่างแน่นอน

 

บทสรุปของโอโซนบำบัด

     โอโซนบำบัด เป็นการปฏิวัติการรักษาทางการแพทย์และการดูแลรักษาสุขภาพของมนุษยชาติ  ในปัจจุบันได้กลายเป็นความจริงและจะถูกนำมาใช้ในโลกวันนี้  ด้วยเจตนาอันแรงกล้าในการยกระดับสุขภาพของมนุษยชาติ  จากแพทย์ผู้ชำนาญการ  เพื่อสุขภาพของคนนับล้านในโลกให้ดียิ่งขึ้นด้วยการบำบัดนี้

     โอโซนบำบัด คือ modality cleaning ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด  ในธรรมชาติโอโซนถูกสร้างขึ้นจากแสง  uv หรือไฟฟ้าแรงสูงจากฟ้าผ่า  โอโซนจะมีประสิทธิภาพสูงมากในการเพิ่มเสถียรภาพของเซลที่มีสุขภาพปกติดี  และทำลายเซลที่ผิดปกติ,เซลที่ป่วย,เซลที่ไม่สามารถทำงานได้ปกติ  ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกายเช่นเดียวกับ ไวรัส,แบคทีเรีย,เชื้อรา ฯลฯ เนื่องจากโอโซนเกิดจากการถูกบีบอัดของออกซิเจน  จนกลายเป็นโอโซน  ด้วยพลังงานที่สูงมาก ๆ   โอโซนจึงมีพลังงานในตัวเองสูงมาก ๆ เช่นกัน, ไม่เสถียร  พร้อมที่จะทำปฏิกิริยากับสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ และสุดท้ายจะอยู่ในรูปของออกซิเจน  ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จำเป็นของมนุษย์

     โอโซน  ควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อการกำจัดจุลินทรีย์ที่รุกราน  นับเป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับโรคต่าง ๆ มากมาย  และได้ทำการพิสูจน์แล้วว่าเป็นการบำบัดทางการแพทย์ที่ปลอดภัย  ควรแนะนำให้ใช้  มีผลการรายงานในการรักษาที่ประสบผลสำเร็จมากมาย  แต่ควรคำนึงถึงความเข้มข้นและปริมาณที่ต้องใช้  ที่สำคัญที่สุดคือ โอโซนไม่ใช่ยา

     แน่นอนที่สุดยังไม่มีการรายงานผลของผลของการักษาต่อเนื่องด้วยโอโซนในระยะยาว  เนื่องจากเริ่มมีแพทย์ผู้ได้ใช้โอโซนในการรักษา  และเก็บผลการรักษาได้เพียงทศวรรษเดียวเท่านั้น  มีโรคต่าง ๆ มากมายที่เกิดจากจุลินทรีย์  ในความเป็นจริงแล้วโอโซน  คือนักล่าจุลินทรีย์ที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในปัจจุบัน  นอกจากนั้น  โอโซนยังกระตุ้นผนังเซลที่ปกติให้สร้าง  Superoxide dismutase , catalase, glutathione peroxidase  ซึ่งเป็น  enzyme เพื่อปกป้องเซลจากการรุกรานของจุลินทรีย์ต่าง ๆ อีกด้วย

คำเตือน
      ดังที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า โอโซน มีทั้งดี และร้าย ดังนั้นการใช้โอนโซน เพื่อการบำบัด  ควรอยู่ภายใต้การควบคุม ดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ควรทำด้วยตนเอง  เพราะอาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
     ในการใช้ทั่ว ๆ ไป จะสังเกตว่า  ไม่มีคำเตือนถึงอันตราย  จากการใช้โอโซนกันอย่างจริงจัง  และถูกใช้โดยไม่ทราบถึงอันตรายหรือพิษภัย  ใช้กันพร่ำเพรื่อในสถานเสริมความงาม  ในบ้านเรือน แม้กระทั่งในรถ โดยผู้ใช้ไม่มีความรู้ หรือเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะควบคุม  ซึ่งจุดนี้เป็นข้อเสียและอันตรายอย่างมาก  อาจก่อให้เกิดภาวะความเจ็บป่วยอันเกิดจากการใช้ที่ไม่ระมัดระวัง  จนถึงแก่ชีวิตได้โดยไม่ตั้งใจ
     ดังนั้น ผู้ที่กำลังใช้ หรือกำลังจะใช้โอโซน  ควรคำนึงถึงความปลอดภัยให้มากนะครับ


     สนใจรายละเอียดการบำบัดติดต่อได้ทางที่อยู่ที่แจ้งไว้ในเวป ครับ



ผู้ตั้งกระทู้ สงคราม :: วันที่ลงประกาศ 2012-03-12 15:26:24


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (3328599)

       โอโซนบำบัด กับโรคหัวใจหลอดเลือด

     โอโซนบำบัด ในประเทศทาง ยุโรป ใช้เป็นทางเลือกในการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดและสุดท้ายเข้าไปใช้ในสหรัฐอเมริกามามากกว่า 30 ปี ใช้รักษาได้ตั้งแต่ภาวะเลือดเลี้ยงหัวใจไม่พอ ความดันเลือดสูง ปวดแน่นหน้าอก ภาวะไขมันเลือดสูง ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ใช้กับโรคหัวใจกำเริบ โรคเส้นเลือดสมอง  รวมถึงภาวะอื่นอีกสารพัดที่ สืบเนื่องจากการหมุนเวียนเลือดไม่ดี เช่น เลือดไปเลี้ยงปลายมือปลายเท้าไม่พอ แผลเนื้อตายปลายมือเท้า แผลเบาหวาน เป็นต้น
     นา ทาเนียล แอลต์แมน ผู้เขียนตำราคู่มือว่าด้วยโอโซนและโอโซนบำบัด กล่าวถึง นพ.มานูเอล โกเมซ ผู้ก่อตั้งหน่วยโอโซนบำบัดในอเมริกาซึ่งใช้โอโซนรักษาคุณแม่ของตนเองที่มี ภาวะเลือดเลี้ยงหัวใจไม่พอ เกิดอาการปวดเค้นบริเวณในทรวงอกบ่อยมาก ต้องหอบหายใจจนไม่สามารถแม้จะเดินจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งได้ การรักษาโอโซนบำบัดด้วยเลือดตนเอง ทำทุกวันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ปรากฏว่าอาการปวดเค้นอกของคุณแม่หายไป มีเรี่ยวมีแรง เดินไปไหนมาไหนได้อย่างสบาย
     แน่นอนว่าการรักษาวิธีนี้คือการเติม ปริมาณโอโซนเข้าไปในกระแสเลือดจำนวนหนึ่ง ไปปรับสภาพการหมุนเวียนเลือด  ในอีกแง่หนึ่งออกซิเจนอะตอมเดี่ยวที่ผู้ป่วยได้รับ  สามารถไปช่วยเซลล์ร่างกายให้ได้รับออกซิเจนที่จะเข้าไปหล่อเลี้ยง มีปริมาณมากขึ้น
     โอโซนที่ใส่เข้าไปยังเข้าไปช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเม็ดเลือดแดงซึ่ง หมุนเวียนอยู่ในหลอดเลือดอีกด้วย ในหลอดเลือดที่ตีบแคบลง เม็ดเลือดแดงที่มีหน้าตาเหมือนเหรียญบาทจำต้องมุดเข้าไปในระหว่างหลอดเลือด ที่ตีบแคบเหล่านั้น ถ้าผนังเม็ดเลือดแดงมีความแข็งตัว มันย่อมไม่สามารถมุดผ่านหลอดเลือดนั้นได้ ทีนี้พอเติมโอโซนเข้าไปจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของประจุไฟฟ้าตรงเยื่อหุ้ม เซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดความอ่อนนุ่มและมุดเข้าหลอดเลือดฝอยได้ดีขึ้น จึงทำให้เนื้อเยื่อหัวใจและเนื้อเยื่ออื่นล้วนได้รับออกซิเจนมากขึ้น

     นพ. ดร.ชาลส์ เอช. ฟารร์ ผู้เชี่ยวชาญอีกท่านหนึ่งของกระบวนการเติมโอโซนกล่าวว่า "การเติมโอโซนเข้าสู่เลือดนั้น บทบาทหลักคือ การใช้กระบวนการอ็อกซิเดชั่นไปสลายคราบไขมันในหลอดเลือด ส่วนบทบาทเกี่ยวกับการเพิ่มปริมาณโอโซนในกระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยรอบนั้น เป็นบทบาทรอง เราจะพบว่าการเติมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เข้าไปจะทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลและ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดมีภาวะสูงขึ้นระยะหนึ่ง เพราะมันถูกละลายออกมาจากผนังหลอดเลือด เมื่อเติมโอโซนเข้าไปอีกหลายๆครั้ง ไขมันที่จับคราบจะละลายไป ผนังหลอดเลือดก็จะมีภาวะยืดหยุ่นมากขึ้น" (C. H. Farr.,"The Therapeutic Use of Hydrogen Peroxide", Townsend Letter for Doctor (July 1987): 185.)
     วิธีเติมโอโซนนี้ยังมีผลปรับสภาพเอนไซม์ในเลือดด้วย พญ.รีเนต เวียบาห์น กล่าวว่า "การเติมโอโซนไม่ว่าทางเส้นเลือดหรือการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ มีผลต่อกระบวนการครองธาตุของโอโซนในร่างกาย กล่าวคือ
- มีผลต่อการเกิดเปอร์ออกไซด์จากกรดไขมันไม่อิ่มตัว ส่งผลต่อคุณสมบัติของเลือด
- กระตุ้น เซลล์และเนื้อเยื่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้เพื่อปกป้องตนเองจากเปอร์ออกไซด์ และโอโซน (พูดง่ายๆว่า การใส่โอโซนอะตอมเดี่ยวเข้าไปเล็กน้อยนี้ จะไปกระตุ้นให้เซลล์ของเราปกป้องตนเองจากการถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระที่มี ขึ้นอยู่ทุกเมื่อชั่วยามในร่างกายของเรา-ผู้เขียน)
- กระตุ้นการหมุนเวียนเม็ดเลือดแดงด้วยการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตสารเคมีบางชนิดเพิ่มขึ้น (2,3-DPG)
- การเติมโอโซนจะเข้าไปเป็นปัจจัยที่สี่ (fourth factor) ซึ่งมีบทบาทในกระบวนการหายใจของไมโตคอนเดรีย (หน่วยเล็กๆในเซลล์ซึ่งใช้ออกซิเจนและจ่ายพลังงานให้เซลล์)
     ผลโดยรวมก็ คือ วิธีนี้ช่วยฟื้นสภาพที่เสียไปให้กลับคืนมา ดังเราจะเห็นได้ว่า ความดันออกซิเจนในหลอดเลือดแดงเพิ่มมากขึ้น มีความแตกต่างระหว่างความดันออกซิเจนในหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำมากขึ้น เหล่านี้แสดงถึงการแพร่กระจายของออกซิเจนให้กับเนื้อเยื่อทั่วทั้งระบบได้มากขึ้น"(
R. Viebahn, "The Biochemical Processes Underlying Ozone Therapy." OZonarichten Heft ?  January 4, 1985)

 
     ถึงตรงนี้ขอเชื่อมโยงความรู้ของผู้อ่านให้ทันกับองค์ความรู้ใหม่ว่าด้วยโอโซนบำบัด แบบง่าย ๆ  ดังนี้
  
    เรารู้กันมาก่อนนี้แล้วว่าอนุมูลอิสระทำลายเนื้อเยื่อ ทำลายหลอดเลือด สร้างความเสื่อมชราให้กับร่างกายของเรา แต่ร่างกายของเรามีระบบเอนไซม์ภายในตัวเองที่จะต่อสู้กับอนุมูลอิสระ ได้แก่ เอนไซม์กลูตาไทโอน เปอร์ออกซิเดส คาตาเลส ซูเปอร์ออกไซด์ ดิสมิวเตส เป็นต้น การเติมออกซิเจนอะตอมเดี่ยวเข้าไป ซึ่งก็คืออนุมูลอิสระ แต่ใส่เข้าไปในปริมาณจำกัดอย่างเหมาะสม เท่ากับไปกระตุ้นระบบร่างกายให้มีความกระตือรือร้น ระบบเอนไซม์ชื่อต่างๆเหล่านี้ จะตื่นตัวขึ้นมา และคอยเฝ้ากำจัดอนุมูลอิสระที่มาทำลายเนื้อเยื่อของเราอยู่ทุกวินาทีได้ อย่างมีสมรรถภาพสูงต่อไป
     ความรู้ใหม่เรื่องการเติมโอโซนนี้ จะเปรียบเทียบให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายๆก็คือ กลไกหนามยอกเอาหนามบ่งนั่นเอง หรือเหมือนอย่างการที่เราเอาพิษงูไปฉีดม้า วันละเล็ก วันละน้อย ม้าจะสร้างสารปกป้องตัวเองออกมา กลายเป็นซีรั่มต้านพิษงู การเติมออกซิเจนอะตอมเดี่ยวเข้าไปอย่างเหมาะสม ร่างกายก็มีปฏิกิริยาตอบสนองในการปกป้องตัวเองจากอนุมูลอิสระ สลายพิษของอนุมูลอิสระได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน
     โรคหัวใจหลอดเลือด ความดันเลือดสูง โรคไขมันเลือดสูง ล้วนสัมพันธ์เกี่ยวกับการครองธาตุของร่างกายซึ่งเพี้ยนไปแล้ว จนเกิดโรคขึ้น วิธีการเติมโอโซนนี้เท่ากับฟื้นการครองธาตุให้กลับคืนมา จึงรักษากลุ่มโรคดังกล่าวได้

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2012-03-12 15:52:21


ความคิดเห็นที่ 2 (3328602)

          โอโซนบำบัดสำหรับมะเร็ง


        นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  โรคมะเร็งยังเป็นโรคที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์มากที่สุด เนื่องจากเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ยากและยังไม่ใครทราบถึงสาเหตุ และ กลไก ของการเกิดโรคได้อย่างถูกต้องแน่ชัด  แถมเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทย (อันที่จริงรวมถึงคนทั้งโลก)

วิธีการรักษาหลัก ๆ ของโรคมะเร็งประกอบด้วย
1.การผ่าตัด
2.การฉายแสง และ
3.การใช้ยาเคมีบำบัด

ข้อเท็จจริงล่าสุดที่เกี่ยวกับมะเร็ง

    1.ในร่างกายของทุกคนเซลมะเร็งอยู่แล้ว  แต่จะไม่แสดงอาการใด ๆ จนกว่าจะมีจำนวนนับล้าน ๆ เซล เมื่อแพทย์กล่าวว่าผู้ป่วยหายเป็นปกติดีภายหลังจากการรักษา  หมายความว่ายังคงมีเซลมะเร็งอยู่  แต่ไม่มากพอที่จะแสดงอาการ
    2. เซลมะเร็งสามารถตรวจพบได้ 6 ถึง 10 ครั้งในช่วงชีวิตของคน ๆ หนึ่ง
    3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงพอจะสามารถทำลายเซลมะเร็ง  และควบคุมไม่ให้มีปริมาณมากขึ้นจนกลายเป็นเนื้อร้าย
    4. เมื่อบุคลใดเป็นมะเร็ง อาจบ่งชี้ได้ว่ามีการเสียสมดุลทางสารอาหาร  และอาจเกี่ยวเนื่องกับพันธุกรรม,สภาพแวดล้อมหรือการดำรงชีพของแต่ละบุคคล
    5. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินที่ดีและสมดุลจะช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น
    6. การบำบัดด้วยสารเคมี  นอกจากจะยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลมะเร็งแล้ว  ยังสามารถทำลายเซลในร่างกายที่ปกติไปด้วย  เช่น  ไขกระดูก  ระบบทางเดินอาหาร  และยังทำให้ระบบอวัยวะภายในถูกทำลายด้วย  เช่น  ตับ  ไต  หัวใจ  ฯลฯ
    7. การฉายรังสีบำบัด  สามารถทำลายเซลมะเร็ง  แต่ก็สามารถเผา เกิดรอยแผลเป็น ทำลาย เซลปกติหรืออวัยวะที่อยู่ข้างเคียงได้ด้วย
    8. ในระยะเริ่มต้นของการรักษาด้วยรังสีหรือเคมีบำบัด  สามารถลดขนาดของก้อนเนื้อร้ายหรือเซลมะเร็งได้ดี  แต่ในระยะยาวมักไม่มีผลมากนัก
    9. เมื่อร่างกายได้รับพิษจากการฉายรังสีหรือเคมีบำบัดเป็นจำนวนมากในระดับหนึ่ง  จะส่งผลข้างเคียงต่อระบบภูมิคุ้มกัน  ซึ่งทำให้ง่ายต่อการติดเชื้อ
    10. การฉายรังสีหรือเคมีบำบัดอาจเป็นสาเหตุของการกลายพันธุ์ของเซลมะเร็ง  ซึ่งจะทำให้ยากต่อการรักษา  ดังนั้นการผ่าตัดเพื่อนำก้อนเนื้อร้ายออกจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ต้องการะทำ

     และเนื่องจากการรักษาด้วยวิธีการหลักทั้ง 3 วิธีการ ยังมีปัญหาไม่สามารถกำจัดโรคมะเร็งให้หายขาดได้ทุกราย แม้รายที่ดูเหมือนจะดีขึ้นแต่ผ่านไปไม่กี่ปีโรคมะเร็งก็กลับมาเป็นอีก คราวนี้ส่วนใหญ่จะแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย  แม้การใช้ยาเคมีบำบัดรุ่นใหม่มาทำการรักษา  แต่ดูเหมือนผลการรักษาก็ยังไว้ใจไม่ได้ โดยที่การรักษาเหล่านี้มาพร้อมกับการทำลายภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย และไม่เพียงแต่จัดการกับเนื้อร้ายเท่านั้นแต่ยังทำลายเซลล์ปกติด้วย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดพิษต่ออวัยวะในร่างกายอย่างสูง เกินกว่าที่ร่างกายของคนปกติจะรับได้

     การ เติมโอโซนเพื่อการร่วมรักษามะเร็งมีใช้มานานแล้วหลายสิบปี เหตุผลของการเติมโอโซนในกรณีรักษามะเร็งสืบเนื่องมาจากการค้นพบสำคัญๆ
3 ประการคือ
      1. การค้นพบของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ดร.ออตโต วอร์บวร์ก ผู้อำนวยการสถาบันมากซแพล็งค์ซึ่งศึกษาค้นคว้าสรีรวิทยาของเซลล์ในกรุง เบอร์ลิน เขากล่าวในที่ประชุมนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลที่เยอรมันในปีค.ศ.1961 ว่า "สภาวะที่ขาดออกซิเจนในระดับเซลล์ คือสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดมะเร็ง"
      2. นักวิทยาศาสตร์อีก 2 คนที่กล่าวถึงความสำคัญในเรื่องนี้คือ ดร.เจมส์ และดร.วัตสัน ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลคู่กันในฐานะผู้ค้นพบโครงสร้างของดีเอ็นเอว่าเป็น บันไดเวียนเกลียวคู่ เขากล่าวว่า "ไวรัสหลายชนิดถูกค้นพบแล้วว่าเป็นสารก่อมะเร็งที่สำคัญ" มันเป็นความรู้ใหม่ที่คนเราไม่เคยรับรู้มาก่อน
      3. ดร.เจาควิม วาร์โร ชาวเยอรมันระบุไว้เมื่อปีค.ศ.1974 ว่า "เซลล์มะเร็งไม่ทนทานต่อสารเปอร์ออกไซด์ ดังนั้นโอโซนและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์จึงอาจเหนี่ยวนำกระบวนการครองธาตุของ เซลล์ ทำให้ยับยั้งการขยายตัวของเซลล์มะเร็งได้" ความจริงข้อนี้รอการพิสูจน์จนถึงปี ค.ศ.1980 ดร.เฟรเดอริก สวีทและคณะได้ตีพิมพ์บทความในวารสาร ไซแอนส์ รายงานผลวิจัยจากห้องทดลองที่พิสูจน์ว่า โอโซนมีผลยับยั้งการขยายตัวของเซลล์ มะเร็งอย่างเฉพาะเจาะจง"

     การบำบัดด้วยโอโซนจึงเป็นธรรมชาติบำบัดประการหนึ่ง ซึ่งเข้ามามีบทบาทด้านการแพทย์ทางเลือกในยุคปัจจุบัน


     ต่อไปจะกล่าวถึงความรู้ประกอบการอธิบาย อย่างคร่าว ๆ เกี่ยวกับกลไกต่าง ๆ ในร่างกาย  ที่มีผลต่อการกำจัดเซลมะเร็ง  และโปรแกรมการบำบัดต่าง ๆ

     1. โปรแกรมการกระตุ้นการสร้าง และเพิ่มประสิทธิภาพของ Natural Killer Cell (NK CeLL)   หรือเซลล์เพชฌฆาต เพื่อปกป้อง หรือป้องกันการเกิดมะเร็ง
     Natural Killer Cell เป็นเซลล์สำคัญในระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นด่านแรกในการปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคและสิ่งที่มาคุกคาม เมื่อ NK Cell ถูกกระตุ้นจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง 2 ประการ คือ
  1.ปล่อยสารสื่อโปรตีน ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  2.ทำหน้าที่เป็นเซลล์นักฆ่าที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อ รวมถึงเซลล์มะเร็ง

     เป็นที่ทราบกันว่าผู้ป่วยมะเร็งจะมีจำนวนและประสิทธิภาพการทำงานของ
NK Cell ต่ำ ทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่มาคุกคามร่างกาย หรือไม่สามารถทำลายเนื้อเยื่อที่ผิดปกติได้ ส่งผลให้โรคมะเร็งลุกลามแพร่กระจายทั่วไป จากความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ค้นพบวิธีการเพาะเลี้ยงเซลล์เพชฌฆาต(NK Cell)ได้โดยทำการเจาะเลือดผู้ป่วยประมาณ 50 ml นำมาสกัดแยกเนื้อเยื่อมะเร็งและ Dendritic cells (DC) ซึ่งเป็นเซลภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่หลักในการตรวจหาเซลมะเร็งและส่งสัญญาณให้เซลอื่นๆในระบบรับทราบเพื่อเข้าจัดการกับเซลล์มะเร็ง  พร้อมกับเพิ่มจำนวน NK Cell จนได้เซลล์เพชฌฆาตนับล้านเซลล์แล้ว และเมื่อ DC ถูกกระตุ้นจะเปลี่ยนจากระยะ resting phase เป็น activating phase แล้วฉีดกลับให้กับผู้ป่วย โดย DC+NK Cell ที่ฉีดกลับนี้ก็จะเป็นตัวชี้นำให้ T cells ที่อยู่ในร่างกายเรารู้จักและสามารถจดจำเซลล์มะเร็งชนิดนี้ได้ และมีความสามารถทำลายเซลล์มะเร็งในตัวผู้ป่วยได้อย่างเฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ NK Cell ยังสามารถยับยั้งการทำลายเซลล์ได้ในกรณีที่พบว่าเป็นเซลล์ปกติของร่างกาย และเนื่องจากเป็นเซลล์ที่เพาะเลี้ยงมาจากตัวผู้ป่วยเองจึงไม่มีผลแทรกซ้อนหรืออาการข้างเคียง และนี่ก็อาจจะเป็นแนวทางการรักษามะเร็งที่สมบูรณ์แบบ
         ผลการศึกษาวิจัยการใช้เซลล์เพชฌฆาตรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Immunotherapy ฉบับเดือนมกราคม พ.ศ.2551 ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับจำนวน 45 ราย ได้รับการรักษาด้วยเซลล์เพชฌฆาตพบว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นโดยผู้ป่วยจำนวน 39 ราย รับประทานอาหารได้มากขึ้นและผู้ป่วยจำนวน 34 ราย มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และเมื่อติดตามผลไปนาน 18 เดือน ผู้ป่วยทุกรายยังมีชีวิตอยู่ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้ทำการรักษาด้วยเซลล์เพชฌฆาตจำนวน 40 ราย พบว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำการรักษามีอัตราการเกิดมะเร็งซ้ำร้อยละ 80 ส่วนกลุ่มที่ทำการรักษามีอัตราการเกิดมะเร็งซ้ำร้อยละ 31.11 ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

     2.โปรแกรมบำบัด เพื่อเพิ่มความสามารถในการต่อสู้กับเซลมะเร็ง
        เป็นโปรแกรมการรักษามะเร็งที่จะเปลี่ยนระบบภูมิต้านทานของคนไข้ที่อ่อนแอ ปล่อยให้ก้อนมะเร็งลุกลามใหญ่โตเบียดบังอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย ให้กลับกลายเป็นนักต่อสู้ที่จะห้ำหั่นเซลล์มะเร็งให้พ่ายแพ้ไปราบคาบด้วยตัวของคนไข้เอง โดยการที่ออกฤทธิ์ต่ออวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย ไม่น้อยกว่า 15 อวัยวะ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานที่มีประสิทธิภาพ โดยจะสร้างสาร Interferonogene ( เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกัน ) เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง กำจัดสารอนุมูลอิสระ และยังป้องกันการแพร่กระจายของเนื้อร้ายและการกลับมาของโรคมะเร็งอีก พร้อมทั้งกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเซลล์เพชฌฆาต (NK Cell) เพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้เมื่อเซลล์มะเร็งถูกทำลายลงแล้ว เซลล์ที่ตายและเสื่อมจะกลายเป็นสารพิษตกค้างในร่างกาย โปรแกรมนี้ จะมีขบวนการ เร่งการขับถ่ายสารพิษ ออกจากร่างกายผู้ป่วยโดยกระตุ้นการการกำจัดสารพิษออกทางตับซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้มะเร็ง และทางผิวหนังเพื่อช่วยลดการขับสารพิษทางไต อีกทั้งการที่อวัยวะภายในของผู้ป่วยแข็งแรง จะทำให้ผู้ป่วยมีความอยากทานอาหาร ร่างกายกระชุ่มกระชวยมีเรี่ยวแรงขึ้น สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี

คุณสมบัติพิเศษที่ใช้ในการกำจัดเนื้อร้าย
1. มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายเนื้อร้าย
2. ไม่มีผลข้างเคียงในขณะที่กำลังทำปฏิกิริยาต่อสู้กับเนื้อร้ายอยู่ ซึ่งสุดท้ายจะสลายกลายเป็นออกซิเจนที่ทุกเซลในร่างกายต้องการเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว
3. ป้องกันการกลับมาของโรค และการแพร่กระจายของเนื้อร้าย
 

         นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับผู้ป่วยที่กำลังรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือผู้ที่ได้รับการรักษาแบบรังสีบำบัด เนื่องจากการรักษาเหล่านี้มาพร้อมๆกับการทำลายภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย ซึ่งไม่เพียงแต่จะจัดการกับเนื้อร้ายเท่านั้นแต่ยังทำลายเซลล์ปกติด้วย และทำให้เกิดพิษต่ออวัยวะในร่างกายอย่างสูงเกินกว่าที่จะรับได้ เช่น ร่างกายอ่อนแอ อ่อนเพลีย ผมร่วง คลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วงภูมิต้านทานต่ำ ทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานด้วยอาการต่างๆนานา  แต่การออกฤทธิ์ของโอโซนจะมุ่งทำลายต่อเซลล์เนื้อร้ายเท่านั้นไม่ทำลายเซลล์อื่น และกลับยังเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงสามารถลดผลข้างเคียงที่ได้รับจากการให้เคมีและรังสีบำบัดได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์ที่ได้รับ

     ถ้าทำก่อนการผ่าตัดและให้ยาเคมีบำบัด จะทำให้ผู้ป่วยมีเซลล์ภูมิต้านทานไปล้อมเซลล์มะเร็งไว้ และทำให้เซลล์เนื้อร้ายอ่อนแรง ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากกว่า
     ถ้าทำหลังการผ่าตัดและเคมีบำบัดจะช่วยทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลือหลุดรอดไปไม่ให้กลับมา เป็นใหม่ และช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและผลข้างเคียงของเคมีบำบัด
      กรณีผู้ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น สามารถมีชีวิตอยู่กับ มะเร็งอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

     3.โปรแกรมฟื้นฟูสภาพร่างกาย
     นับวันสถานการณ์ผู้ป่วย " โรคมะเร็ง" ในประเทศไทยดูจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อัตราการตายของผู้ป่วยจากโรคมะเร็ง สูงเป็นอันดับต้นๆ ไม่ต่างไปจากการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ และอุบัติเหตุ อาจเพราะโรคมะเร็งส่วนใหญ่ไม่มีอาการบ่งชี้  ผู้ป่วยมักทราบอาการในระยะสุดท้าย ซึ่งเป็นไปได้ยากในการรักษา  ผลการสำรวจพบว่า โอกาสการรักษาหายของผู้ป่วยโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ มีเพียงร้อยละ 30-40 ส่วนในเด็กมีโอกาสหายจากโรคมะเร็งสูงกว่าคือร้อยละ 70 ทว่าโอกาสหายก็มิใช่หายขาด เพราะผู้ป่วยบางส่วนยังต้องเผชิญกับ"ภาวะโรคกลับมาเป็นซ้ำ" หากภูมิต้านทานไม่แข็งแรง ขณะที่วิธีการรักษารูปแบบเดิมก็ยากที่จะเยียวยาได้  พบว่าผู้ป่วยบางส่วนที่ผ่านแนวทางการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการใช้ยาเคมีบำบัด การผ่าตัด และการฉายแสง มายาวนานได้ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายอยู่ในภาวะต่ำมากเกินไป ร่างกายจึงต้องอาศัยระยะเวลาในการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่ ไม่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งที่แฝงอยู่ได้ทันที  ดังนั้นเมื่อใดที่ผู้ป่วยอ่อนแอ ภูมิต้านทานต่ำเซลล์มะเร็งที่แฝงอยู่ในร่างกายก็สามารถเจริญเติบโตและเข้าทำลายเซลล์ร่ายกาย ผู้ป่วยจึงมีโอกาสกลับมาเป็นโรคมะเร็งอีกครั้ง
 
" ดังนั้นการทำอย่างไรให้ภูมิต้านทานในร่างกายซึ่งมีอยู่ต่ำนั้นสามารถกลับมาทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่ให้หมดไป ก็เท่ากับเป็นการช่วยผู้ป่วยให้รอดพ้นจากโรคมะเร็งอย่างแท้จริง "
      ปัจจุบัน นักวิจัยค้นพบหนทางใหม่ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งให้มีโอกาสหายได้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพ  การทำงานของเม็ดเลือดขาวที่จำเพาะต่อการทำลายเซลล์ มะเร็ง นั่นคือ NK Cell(เซลล์เพชฌฆาต) และ Gamma  Delta T-Cell   โอโซนมาจากสารธรรมชาติทั้งสิ้น หลีกเลี่ยงยาเคมีต่างๆ  ดังนั้นจึงไม่เกิดอาการแพ้ยาหรือสารเคมีใดๆไม่มีผลกระทบ ทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกันที่อื่นๆ โดยเน้นหลักการเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกายผู้ป่วย  ช่วยให้ร่างกายอยู่ในสภาพสมดุล เพิ่มพลังชีวิต  จึงสามารถ ช่วยเติมเต็มและส่งเสริมให้การรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น  ผลข้างเคียงลดลง จึงนับเป็นทางเลือกที่มีประโยชน์อย่างยิ่งอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง

   อีกวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพคือ  การกำจัดสารอาหารที่จะนำไปหล่อเลี้ยงเซลมะเร็ง  เพื่อป้องกันและควบคุมการเจริญเติบโตของเซล


ปัจจัยที่มีผลต่อ เซลมะเร็ง ที่ควรทราบ

     1. น้ำตาลเป็นสารอาหารสำคัญที่เซลมะเร็งต้องการ  การตัดการลำเลียงน้ำตาลที่นำไปหล่อเลี้ยงเซลมะเร็งจึงเป็นสิ่งสำคัญ  สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลเช่น NutraSweet,Equal หรืออื่น ๆ ผลิตจากสารจำพวก Aspartame ซึ่งเป็นอันตราย ควรหันมาใช้น้ำผึ้งหรือน้ำตาลธรรมชาติดีกว่า โดยใช้ให้น้อยลง  แต่สารฟอกขาวในน้ำตาลทรายก็เป็นอันตรายเช่นเดียวกัน

     2. นมเป็นสาระสำคัญที่ร่างกายใช้ผลิตเมือก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบทางเดินอาหาร  เซลมะเร็งเจริญเติบโตได้ดีบนเยื่อเมือก  ดังนั้นการลดการบริโภคนมและหันมาดื่มน้ำนมถั่วเหลืองที่ไม่หวาน  จะช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลมะเร็งได้

     3. สภาวะที่เป็นกรด  เซลมะเร็งสามารถเจริญได้ดีในสภาวะที่เป็นกรด  อาหารจำพวกเนื้อจะมีไขมันและเป็นกรดสูง  ดังนั้นจะเป็นการดีถ้าหันมาบริโภคเนื้อปลาหรือเนื้อไก่เล็กน้อย  และหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกเนื้อวัว,หมู  อีกทั้งอาหารจำพวกเนื้อวัว,หมู  ยังเต็มไปด้วยยาปฏิชีวนะ,ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต,พยาธิ  ที่มาจากคอกปศุสัตว์อันเป็นอันตรายต่อมนุษย์และก่อให้เกิดมะเร็งได้

     4. หลีกเลี่ยงการดื่มชา,กาแฟ,ช็อคโกแล็ต ซึ่งมีคาเฟอีนสูง  ควรหันมาดื่มชาเขียวเพราะมีคุณสมบัติต้านมะเร็งที่ดี,น้ำเปล่า,น้ำที่ผ่านการกรองแล้ว  หลีกเลี่ยงน้ำที่ปนเปื้อนสารพิษ,สารโลหะหนัก,น้ำที่บรรจุอยู่ในภาชนะที่ทำจากโลหะหนักหรือน้ำที่มีสภาพเป็นกรดสูง

     5. การบริโภคผักสด,น้ำผลไม้สด,ธัญพืช,ถั่วหรืออาหารที่ทำจากถั่วต่าง ๆ จะสามารถช่วยให้ร่างกายปรับให้อยู่ในสภาพเป็นด่างได้ดี  อีกทั้ง Enzyme ในร่างกายสามารถย่อยสลายได้ง่าย รวดเร็ว ทำให้เซลปกตินำไปใช้งานได้มีประสิทธิภาพ  ดังนั้นการดื่มน้ำผลไม้สดหรือการทานผักสด 2-3 ครั้งต่อวัน  จะช่วยให้เซลที่ปกติแข็งแรงขึ้น

     6. อาหารจำพวกเนื้อสัตว์จะยากต่อการย่อยสลายในร่างกายและต้องใช้น้ำย่อยจำนวนมาก  การเหลือตกค้างจากการย่อยสลายในลำไส้จะทำให้เกิดสารพิษได้

     7. ผนังเซลของมะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มที่แข็งแรงมากยากต่อการทำลาย  ดังนั้นถ้างดการบริโภคเนื้อสัตว์ต่าง ๆ จะช่วยให้ความแข็งแรงของผนังเซลของมะเร็ง  ลดลงและง่ายต่อการทำลาย

     8. สารที่สร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกัน (IP6, Flor-ssence ,Essiac, anti-oxidants, vitamins, EFAs ฯลฯ) จะช่วยให้ร่างกายกำจัดและต่อต้านเซลมะเร็งได้ดีขึ้น

     9. มะเร็งเป็นโรคของ  จิตใจ,ร่างกาย,ความคิด  ดังนั้นความคิดในเชิงบวกสามารถทำให้ร่างกายต่อสู้กับมะเร็งได้ดี  ความโกรธ,อารมณ์ที่ขุ่นมัว,ความเครียด  จะทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะความเป็นกรดซึ่งเป็นผลร้าย  ดังนั้นควรรู้จักทำจิตใจให้ผ่องใส,การให้,ความรัก,การผ่อนคลาย,การเพลิดเพลินกับชีวิต  จะส่งผลที่ดีกับร่างกายทั้งสิ้น

     10. เซลมะเร็งจะเจริญได้ไม่ดีในสภาพที่มีโอโซนสูง  ดังนั้นการออกกำลังเป็นประจำ,อากาศที่บริสุทธิ์  จะช่วยให้โอโซนเข้าสู่ร่างกายและเซลต่าง ๆ ได้ดี  โอโซนบำบัดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยกำจัดเซลมะเร็งได้ดี

 

โอโซน ฆ่าเซลร้ายได้  แต่ทำไมไม่ทำลายเซลที่ดีด้วย ?
นี่ก็เป็นอีกคำถามหนึ่งที่คนถามกันบ่อย ๆ สามารถอธิบายได้ดังนี้
      โอโซนมีวิธีฆ่าเซลล์ที่ไม่แข็งแรงและเซลที่ไม่ดีโดยการผ่านเอนไซม์ ทุกเซลล์ที่มีสุขภาพดีมีเอนไซม์สามชนิดเป็นอย่างน้อยที่ปกป้องเซลจากการถูกออกซิไดซ์ และทุกเซลจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนและ ในแต่ละเซลล์ใช้ออกซิเจนในการเผาผลาญสารอาหาร  เซลล์ที่ไม่ปกติเหล่านี้ไม่มีเอนไซม์เพื่อป้องกันพวกเขาจากการถูกออกซิไดซ์ ดังนั้นเซลล์ไม่แข็งแรงทั้งหมดรวมทั้งเซลโรคมะเร็งจะไม่สามารถป้องกันตัวเองได้จากโอโซน ถ้าคุณจะได้รับโอโซนมากพอ 
     โอโซนจะทำลาย ไวรัส ,แบคทีเรีย, เชื้อรา, เชื้อราและเซลมะเร็ง เพราะสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนต่ำ ซึ่งทั้งหมดนี้(ยกเว้นเซลมะเร็ง)อาศัยอยู่บนโลกก่อนที่มีออกซิเจน  เมื่อมีออกซิเจนบนโลกแล้ว จึงมีการหาสถานที่เพื่อซ่อน เช่นในสิ่งสกปรก, พืชสัตว์เน่าเปื่อยวัสดุอินทรีย์และในร่างกายคนที่มีสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนต่ำ
     มะเร็งเป็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายสัตว์ชั้นต่ำเช่นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ฯลฯ มะเร็งต้องการออกซิเจนแต่ไม่มีเอนไซม์ในการป้องกันตัวเองจากการออกซิเดชัน ดังนั้นเซลล์มะเร็งสามารถถูกฆ่าได้ด้วยโอโซน
     และเนื่องจากการกำจัดด้วยการทำลายที่เยื่อผิวของเซล  ดังนั้นโอโซนจึงสามารถทำลายไวรัส, แบคทีเรีย, เชื้อรา, เชื้อราและเซลมะเร็ง โดยไม่สนใจว่าเชื้อจะดื้อต่อยาอะไรหรือไม่  จึงสามารถออกฤทธิ์ในการทำลายได้กว้างกว่ายาที่ทำจากสารเคมีต่าง ๆ มากมาย
     โอโซนสามารถใช้งานกับการรักษาใด ๆ แม้การให้คีโมและการฉายรังสี มีการศึกษาแสดงให้เห็นว่าที่จริง  โอโซนช่วยเพิ่มผลของเคมีบำบัดและรังสี  นอกจากนี้โอโซนจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวจากผลกระทบของเคมีบำบัดและฉายรังสีได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2012-03-12 15:57:40


ความคิดเห็นที่ 3 (3329267)

 สนใจศึกษาเพิ่มเติมได้ที่นี่ต่อครับ

ที่นี่(คลิก)1   และ   ที่นี่(คลิก)2

ส่วนท่านที่ต้องการทราบว่าบำบัดอะไรได้บ้าง ?

ดูได้ที่ โปรแกรมการบำบัด  ที่นี่(คลิก)

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2012-03-20 07:20:17


ความคิดเห็นที่ 4 (3329618)

      ตอนนี้ได้รับการติดต่อจาก คนอังกฤษและอเมริกา 

ต้องการมารับการบำบัด  เขาสนใจมากกับการบำบัดโรคที่ไม่ต้องพึ่งยา

และสารเคมี ใด ๆ 

     คนไทยอาจไม่รู้จักกันนัก  เลยไม่ค่อยให้ความสนใจเท่่าที่ควร

ผู้แสดงความคิดเห็น admin วันที่ตอบ 2012-03-23 16:14:15


ความคิดเห็นที่ 5 (3343313)

ก็ดีที่ไม่ต้องทานยาและไม่ต้องฉีดยาให้เจ็บตัว

ผู้แสดงความคิดเห็น เกร็ดสุวรรณ (bbear2544-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-08-27 16:11:06


ความคิดเห็นที่ 6 (3349406)

 

อยากเห็นเครื่องมือสำหรับโอโซนบำบัดค่ะ ที่ขอนแก่นใช้แบบไหนค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ไม้ไผ่ วันที่ตอบ 2012-10-31 19:59:06


ความคิดเห็นที่ 7 (3349415)

ตอบคุณไม้ไผ่

- รูปยังไม่สามารถเผยแพร่ได้ครับ 
- ส่วนใช้วิธีใดขึ้นกับโรคที่เป็นนะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2012-11-01 07:17:16


ความคิดเห็นที่ 8 (3350977)

 ข้าพเจ้าก็คือผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายและเป็นระยะลุกลามที่กำลังทำการบำบัดด้วยโอโซนและทำดีท็อกด้วยโอโซน  มันเป็นอะไรที่ดีมันทำให้ข้าพเจ้าคิดว่าชีวิตนี้มันไม่สั้น..แต่มันยังอีกยาว ดีมากสุดยอดมากเลยคุณหมอ ขอแสดงความนับถือ...นันณภัชสรณ์

 

ผู้แสดงความคิดเห็น นันณภัชสรณ์ ใจสุริย์กุล (dadajub-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-11-19 20:48:09


ความคิดเห็นที่ 9 (3351313)

ราคา ครั้งละเท่าไหร่ค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น por (petchrc-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-11-22 13:50:35


ความคิดเห็นที่ 10 (3351319)

ตอบคุณ por

โทรมาคุยกันก่อน จะได้ทราบว่าเป็นอะไร สามารถบำบัดได้แค่ไหนนะครับ

ตามเบอร์ที่ได้แจ้งไว้ด้านล่างครับ 

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2012-11-22 15:03:53


ความคิดเห็นที่ 11 (3377882)

 ขณะที่กำลังรับการบำบัดด้วยโอโซน ได้อ่านบทความต่าง ๆ ประกอบด้วยยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกดี ๆ คิดว่าเดินมาถูกทางในการดูแลสุขภาพของตนเองแล้วล่ะ อยากให้ผู้ป่วยหรือที่ยังไม่ป่วยขอรับคำแนะนำก่อนเข้ารับการบำบัด

สำหรับตัวเอง เริ่มจากความรู้สึกดี ๆ และมั่นใจในการบำบัดด้วยโอโซนไอร้อน ของคุณหมอสงคราม ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น พิบูลย์พันธ สาทอง (piboonpan_sathong-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2013-10-18 15:14:18


ความคิดเห็นที่ 12 (3388153)

 ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรร้ายแรง สามารถอบได้ไหมคะ? 

รู้สึกว่าร่างกายอ่อนเพลีย เลือดลมไม่ดี พักผ่อนมากแค่ไหนก็ไม่หาย.

ล่าสุดไปตรวจพบเนื้องอกในมดลูก แต่หมอยังไม่ให้รักษาใดๆ นอกจากเลี่ยงอาหารที่กระตุ่น ยาสตรี หรืออะไรที่เกี่ยวกับฮอร์โมนห้ามหมดคะ ...

 

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Monday วันที่ตอบ 2014-03-28 11:32:12


ความคิดเห็นที่ 13 (3388422)
 

 อบได้ครับ ดีด้วย

เพราะจริง ๆ แล้วเราควรป้องกันการเกิดโรค

ไม่ใช่รอให้เป็นแล้วค่อยรักษาครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2014-04-02 15:57:37


ความคิดเห็นที่ 14 (3396469)

 ในกรุงเทพสามรถเข้าชมเครื่องอุปรณ์วิธีการบำบัด ได้ที่ใดบ้าง กับค่าใช้จ่ายต่อครั้ง(ประมาณก็ได้) รอตอบนะครับ Elderly Person

ผู้แสดงความคิดเห็น Elder Person (elderthai-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2014-10-19 14:35:37


ความคิดเห็นที่ 15 (3399758)

ได้เข้าคอร์สอบโอโซนแล้ว เห็นผลของการบำบัดเพื่อสุขภาพอย่างชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรก

ขอบคุณคุณหมอสงครามค่ะ มันน่าทึ่งมากๆเลย

ผู้แสดงความคิดเห็น อุษณี สีตวรรณมาศ วันที่ตอบ 2015-01-21 02:38:00


ความคิดเห็นที่ 16 (3401087)

 คุณแม่มีเส้นเลือดขอดที่ขาและผิวหนังบริเวณหน้าแข้งลงไปถึงข้อเท้าก็จะแข็งไปอบแล้วจะทำให้อาการดีขึ้นมั๊ยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ทรงเกียรติ (Tubtun44-at-gmail-dot-com)วันที่ตอบ 2015-02-22 22:49:55


ความคิดเห็นที่ 17 (3401090)

 ต้องขอดูคนป่วยก่อนนะครับ ว่าเกิดจากสาเหตุอะไรเพราะอาจมีโรคอื่นอีกที่เป็นสาเหตุนะครับ

แต่เท่าที่บำบัดมาอาการดีขึ้นแทบทุกรายครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2015-02-23 05:47:44


ความคิดเห็นที่ 18 (3401267)

 พึงรู้ว่าตัวเองเป็นsleและรักษาด้วยการทานยามา4เดือนแล้วค่ะ ทรมานกันการกินยามาก มันทำให้บวมกระทบกับการงานและชีวิตประจำวันมากค่ะ ต้องการเปลี่ยนวิธีรักษา ไม่ทราบว่า การรักษาด้วยโอโซน จะทำให้โรคสงบ รึหายไปโดยเร็วรึเปล่าค่ะ แล้วต้องทำกี่ครั้ง ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ค่ะ 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ้อย 0831471493 วันที่ตอบ 2015-02-27 16:51:15


ความคิดเห็นที่ 19 (3401269)

 พึงรู้ว่าตัวเองเป็นsleและรักษาด้วยการทานยามา4เดือนแล้วค่ะ ทรมานกันการกินยามาก มันทำให้บวมกระทบกับการงานและชีวิตประจำวันมากค่ะ ต้องการเปลี่ยนวิธีรักษา ไม่ทราบว่า การรักษาด้วยโอโซน จะทำให้โรคสงบ รึหายไปโดยเร็วรึเปล่าค่ะ แล้วต้องทำกี่ครั้ง ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ค่ะ 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ้อย 0831471493 (pitt-dot-phannipha-dot-sri-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2015-02-27 16:53:45


ความคิดเห็นที่ 20 (3401281)

ตอบคุณอ้อย

 ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าโรคที่เป็นนี้เป็นโรคที่รักษาไม่ได้ 100% แต่จะมี2ระยะ คือระยะแสดงอาการ กับระยะสงบ

การใช้ยาเท่าที่มีประสพการณ์ ส่วนใหญ่จะใช้สเตียรอยด์เป็นหลัก เพราะมีฤทธิในการกดภูมิคุ้มกัน แต่ผลร้ายจากการใช้ยาจะมีมากมายมหาศาล ซึ่งดูเหมือนว่าโรคจะสงบ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย

การบำบัดด้วยการอบโอโซนที่เคยทำให้กับผู้ป่วยโรคนี้ ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร โดยการฟื้นฟูการทำงานของภูมิคุ้มกันให้ทำหน้าที่ปกติ ระยะสงบของโรคจะคงอยู่ค่อนข้างนานทีเดียว จนกว่าเราไปสัมผัสกับสิ่งเร้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้โรคกำเริบอีก เท่าที่เคยบำบัดมา ถึงจะกลับมาเป็นอีกแต่อาการจะไม่รุนแรงมากเหมือนเดิม

คำถามที่ว่าจะหายไปเร็วไหม? + ต้องทำกี่ครั้ง? ตอบว่าขึ้นกับความรุนแรงของโรค และร่างกายของแต่ล่ะคนในการตอบสนองกับการบำบัด โดยปกติแล้วคนไข้มักจะมาหาผม ก็ต่อเมื่อร่างกายจะไม่ไหวแล้ว จึงต้องใช้เวลาค่อนข้างนานมากทีเดียว

ค่าใช้จ่ายคิดเป็นสัปดาห์ 5000/สัปดาห์ครับ บำบัด 2-3 ครั้ง/วัน ติดต่อกันทุกวัน

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2015-02-28 07:10:43


ความคิดเห็นที่ 21 (3402457)

 ผมสนใจเครื่องครับ กรุณาติดต่อกลับ

ผู้แสดงความคิดเห็น อดิศร วันที่ตอบ 2015-04-12 16:01:10


ความคิดเห็นที่ 22 (3402463)

ไม่ทราบจะติดต่อกลับยังไงครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2015-04-13 06:45:54


ความคิดเห็นที่ 23 (3406704)

 สนใจค่ะไม่ทราบอยู่ที่ไหนค่ะขอเบอร์โทรด้วยค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น สุมนา วันที่ตอบ 2015-09-06 12:58:42


ความคิดเห็นที่ 24 (3406717)

0868626699 ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2015-09-07 08:11:09


ความคิดเห็นที่ 25 (3406812)

 ตอนนี้กำลังรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบี คือหลังจากฉีดยาต้้านไวรัส ครบ  48  เข็ม (ใช้เวลา 1 ปี ) แต่เชื้อไม่หมด ต้องกินยาต้านไวรัสต่ออีก

วันละ 1  เม็ด และกินต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 1  ปีแล้ว  เมือ่เป็นเช่นนี้จะสามารถรักษาด้วยโอโซนได้หรือไม่ อย่างไรคะ กรุณาตอบด้วยค่ะ มีความสนใจมาก ตอนนี้อยู่จ.สุรินทร์ ค่ะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น น้อย วันที่ตอบ 2015-09-10 15:22:11


ความคิดเห็นที่ 26 (3407180)

ตอบคุณ น้อย

การกำจัดไวรัสในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดทำได้ยากมากครับ โดยปกติร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานไว้ต่อสู้อยู่แล้ว แต่ถ้าปริมาณเชื้อที่มีปริมาณมากๆหรือภูมิคุ้มกันเราอ่อนแอ มันจะโจมตีเราได้

การบำบัดด้วยโอโซนจะช่วยให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง อีกทั้งไวรัสเองก็ถูกทำลายได้ด้วยโอโซนอยู่แล้ว ก็น่าจะเป็นผลดีสำหรับผู้ติดเชื้อไวรัสต่าง ๆ

อย่าให้ผมบอกตรง ๆ เลยนะครับว่า รักษาได้หรือไม่ มันเหมือนอวดอ้างสรรพคุณเกินไป แต่ถ้าต้องการสอบถามเพิ่มเติมโทรมาคุยกันได้นะครับ เบอร์ 086-862-6699

ตอนนี้ที่สุรินทร์ มีสถานบำบัดด้วยโอโซนแล้วที่ อ.สังขะ นะครับลองติดต่อสอบถามดูได้ ที่เบอร์ 093-909-5297 หรือ 093-826-9097

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2015-09-24 08:17:37


ความคิดเห็นที่ 27 (3408517)

 ขอสอบถามนะคะ คุณพ่อเป็นมะเร็งไม่สามารถเดินได้ สามารถรักษาด้วยการอบโอโซนได้หรือเปล่าคะ และการรัษาด้วยวิธีนี้มีที่ไหนบ้างคะ รบกวนช่วยตอบคำถามหน่อยนะคะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น Kwan55 วันที่ตอบ 2015-11-09 20:07:17


ความคิดเห็นที่ 28 (3408532)

ก่อนอื่นต้องเรียนว่า ผมไม่ได้รักษาโรคใด ๆ เพียงแต่บำบัดเพื่อให้ร่างกายของคนสามารถต่อสู้กับโรคได้ด้วยตัวเอง ผมไม่มียารักษานะครับ

ส่วนสถานที่รับบำบัดมีแจ้งไว้ในหน้าเวบ หน้าแรกครับ มีหลายจังหวัด มีเบอร์โทรไว้ให้ติดต่อสอบถาม ใกล้ที่ไหน สะดวกที่ไหนเชิญได้นะครับ

หรือสามารถติดต่อกับผมได้ที่ 086-862-6699

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2015-11-10 07:46:41


ความคิดเห็นที่ 29 (3409892)

 อยากสอบถามค่ะ ว่าคนที่เป็นโรคหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ ที่ติดเครื่องกระตุ้นหัวใจไว้สามารถที่จะมา อบได้ไหมคะ  สนใจที่จะมารับบริการค่ะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น dang วันที่ตอบ 2016-01-06 23:18:41


ความคิดเห็นที่ 30 (3409898)

ตอบคุณแดง

ได้ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2016-01-07 07:59:53


ความคิดเห็นที่ 31 (3409932)

 ขอบคุณค่ะ ยุ่ที่ อ. ปากข่อง เห็นว่ามีเครื่องที่ เขาใหญ่เทอราซโซ ค่ะ  

ผู้แสดงความคิดเห็น dang วันที่ตอบ 2016-01-08 21:56:34


ความคิดเห็นที่ 32 (3409936)

ใช่ครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2016-01-09 04:20:06


ความคิดเห็นที่ 33 (3414298)

 โอโซนผสมเลือดเราไม่ตายเหรอฟ?  ผมว่าหลักการแปลกๆนะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศักรินทร์ วันที่ตอบ 2016-07-15 15:42:56


ความคิดเห็นที่ 34 (3414311)

ตอบคุณศักรินทร์

           ระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมไม่เป็นอันตรายครับ ถ้าสงสัยสามารถสืบค้นหางานวิจัยของต่างประเทศที่มีมากมาย ที่อธิบายเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้ง หรือที่ในหน้าแรกของเวบนี้ด้านขวา คลิกที่ NCBI จะเป็นเวบที่รวบรวมงานวิจัยนานาชาติครับ ผมเองอาจมีความรู้ความสามารถไม่สูงพอที่จะอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่างชัดได้ ถ้าคุณศักรินทร์มีความรู้และเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ช่วยกรุณาแบ่งปันด้วยจักเป็นพระคุณยิ่งครับ

          แต่โดยประสบการณ์ที่ทำเรื่องนี้มากว่า 10 ปี ยังไม่พบท่านใดตายจากการที่โอโซนเข้าในร่างกายแม้แต่ท่านเดียว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ล้ำหน้าเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางการแพทย์ เช่น เยอรมัน อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ เขายังมีวิธีการนำโอโซนเข้าร่างกายโดยวิธีผสมเลือดแล้วฉีดกลับก็มีนะครับ และตอนนี้กำลังตื่นตัวเรื่องนี้อย่างมากลองหาอ่านดูนะครับ ที่ประเทศอิเดียถึงกับจัดตั้งมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับโอโซนโดยเฉพาะด้วย

     ขอบคุณครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2016-07-16 07:24:12


ความคิดเห็นที่ 35 (3416989)

 สนใจการอบโอโซน พอดี แม่ป่วยเป็นหมอรองกระดูกทับเส้นประสาทผ่าตัดตั้งแต่ปี 53 แล้วแต่ก้ยังมีปวดๆชาๆลงขาอยู่ค่ะทำให้ไม่สุขสบาย อบได้ไหมคะ  และคุณพ่อมีอาการปวดมึนศีษระบ่อยๆ ไปทำ MRI หมอบอกว่าเส้นเลือดฝอยมันขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้รอบศีษระ มีอาการชาๆและบางครั้งก้มีอาการแน่นหน้าอกด้วยค่ะ รบกวนคุณหมอแนะนำด้วยนะคะขอบคุณค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ๊อฟ (pati_aof-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2016-10-08 12:53:16


ความคิดเห็นที่ 36 (3416997)

ตอบคุณอ๊อฟ

 สามารถอบได้ครับ และน่าจะได้ผลดีด้วย แต่อาจต้องใช้เวลาหน่อยนะครับ ถ้าไงก็ลองพาทั้ง 2 ท่านเข้ามาดูและคุยกันก่อนครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2016-10-09 07:51:32


ความคิดเห็นที่ 37 (3608449)

รักษารอยแตกลายตามผิว เช่น ก้น ขา ได้ไหมค่ะ หรือ เส้นเลือดขอดค่ะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อรอุษา วันที่ตอบ 2016-11-17 14:08:41


ความคิดเห็นที่ 38 (3608610)

 ตอบคุณอรอุษา

ผิวแตกลาย จางลงจนเกือบไม่เห็นครับ เส้นเลือดขอดต้องใช้เวลาค่อนข้างนานรวมทั้งต้องปรับเปรี่ยนพฤติกรรมด้วยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2016-11-18 08:32:38


ความคิดเห็นที่ 39 (4033405)

 โอโซนบำบัด ขอบคุณค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ปลาทอง วันที่ตอบ 2017-01-27 10:12:10


ความคิดเห็นที่ 40 (4034398)

 รักษาโรคสะเก็ดเงินหายไหมค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น 1 จัย วันที่ตอบ 2017-02-01 14:32:09


ความคิดเห็นที่ 41 (4034548)

 ตอบคุณ 1 จัย

ลองอ่านดูในลิงค์นี้นะครับ

http://www.thaidentoz.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&Category=thaidentozcom&thispage=1&No=1624521

ผู้แสดงความคิดเห็น สงคราม วันที่ตอบ 2017-02-02 07:32:18



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.