ReadyPlanet.com


ปัญญากับคนไทย


ข่าวสด วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7569

 ปัญญากับคนไทย

อินไซด์ต่างประเทศ
วิจักขณ์ ชิตรัตน์

หลายคนมองประเทศไทยด้วยความเป็นห่วง เพราะเห็นว่าถดถอยในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สังคม การเมือง ทั้งภายในและต่อสาย ตาชาวโลก จนสูญเสียสถานะความเป็นผู้นำน้อยๆ ในภูมิภาค 

ผมเห็นด้วยทั้งหมดและในส่วนเศรษฐกิจนั้นผมเห็นว่าแม้ไทยจะมีสถานะที่แข็งแกร่งตามตัวเลขและดัชนีต่างๆ ณ วันนี้ก็ตาม แต่เมื่อดูนิสัยและ "พฤติกรรมที่เกิดใหม่" ของประชากรส่วนใหญ่แล้ว กลับรู้สึกว่าเศรษฐกิจของบ้านเราจะไปได้สักเท่าใด โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจโลกป่วยขึ้นมา

โดยย่อแล้ว "พฤติกรรมที่เกิดใหม่" นั้นคือการหลุดออกจากพฤติกรรมที่ควรมีควรเป็นนั่นเอง เช่น คนไทยใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยมากขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยก่อน คนไทย (โดยเฉพาะคนที่เงินไม่พอใช้) ชอบซื้อของเงินผ่อน

คนไทยเชื่อว่าวันที่ได้หยุดพักผ่อนเต็มที่คือวันที่ตื่นสายแล้วออกไปหาของกินที่ห้างดังๆ ต่อด้วยดูหนัง แล้วก็กินอีกมื้อ ซื้อของกลับบ้าน วันนั้นหากหมดไปสัก 3,000 บาทคงจะเป็นวันหยุดที่สบายๆ?

คนยุโรปที่มีอยู่มากกว่า 300 ล้านคน กลับมองว่า ในหนึ่งวันต้องมีสักวันที่เมืองสงบ รถราน้อยกว่าปกติ นอนสบายๆ กินข้าวแล้วอ่านหนังสือ หรือไม่ก็ออกไปเดินเล่นรับแดดลม หรือออกกำลังกายในสวนสาธารณะ รวมทั้งไปโบสถ์หากเป็นวันอาทิตย์ และที่สำคัญที่สุดคือ วันนั้นทุกคนไม่ควรส่งเสียงรบกวนเพื่อนบ้าน-ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้าง หรือเปิดเพลงดังสนั่นบ้าน

ปัญญาเกิดจากการอ่าน-นี่คือพื้นฐานที่สำคัญสุด แต่วันนี้มีคนไทยสักกี่คนที่ตอบได้ว่าห้องสมุดกลางอยู่ที่ไหน? เผลอๆ อาจหัวเราะเยาะคนถามด้วยซ้ำ

แต่บ้านเมืองที่เจริญจริงๆ คือเจริญทั้งทางวัตถุและมากด้วยปัญญา ห้องสมุดกลางจะมีอยู่เยอะมาก ทั้งห้องสมุดกลางประจำเมือง ประจำตำบล หนังสือก็ล้วนแต่ดีๆ ให้หยิบยืมแสนง่าย มิหนำซ้ำหลายเมืองยังมีห้องสมุดเคลื่อนที่อีกด้วย

คนของเขาจึงมากด้วยความคิด และแม้ว่าตะวันตกจะเป็นแหล่งนวัตกรรมใหม่ๆ ในช่วงกว่าหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา แต่เขาก็ยังไม่หยุดคิดค้น ซึ่งต่างจากเราที่ยังรอรับ (ก๊อบ***) ผลงานจากมันสมองเขาอยู่

และเมื่อเห็นว่าประเทศอื่นชอบจดสิทธิบัตรนานาประการ คนไทยก็คิดบ้างว่าเราต้องทำบ้าง (คือการลอกเลียนแบบทางความคิด) เช่น คิดเรื่องการจดสิทธิบัตร ต้มยำกุ้ง ว่าวไทย น้ำปลา หนังเรื่องแม่นาคพระโขนง รวมทั้งสงกรานต์ ฯลฯ

นักวิชาการ นักการเมือง รวมทั้งวงการราชการ ก็เช่นกัน ชอบตั้งกฎเกณฑ์กันว่า หากใครจะขยับขยายให้ใหญ่โตขึ้น ผู้นั้นต้องมี "วิสัยทัศน์" ซึ่งผมเองนั้นยอมรับว่าตัวเองไม่มีสิ่งนี้

ผมยังไม่ทราบเสียด้วยซ้ำว่า "วิสัยทัศน์" นั้นคืออะไร เมื่อไม่ทราบว่ามันคืออะไร ผมจะตอบได้อย่างไรว่าผมมีสิ่งนั้นหรือไม่

แต่โรงเรียนจำนวนมาก ที่เด็กสอบตกมหาศาล ผลการเรียนตกต่ำ กลับประกาศว่าตนเองมีวิสัยทัศน์เลิศหรู

ทั้งวิสัยทัศน์ หรือการจดสิทธิบัตรนั้นคือการก๊อบ***ความคิดของต่างชาติ ซึ่งผมว่าเป็นพฤติกรรมเกิดใหม่ที่แสดงความเห็นแก่ตัวอันเป็นผลพวงจากวัตถุนิยม ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ใดๆ ทั้งสิ้น

ถนนนั้นต้องตัดขึ้นมา เช่นเดียวกับปัญญาที่ต้องสร้าง 



ผู้ตั้งกระทู้ สงคราม :: วันที่ลงประกาศ 2011-08-20 07:11:46


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.